งานประเพณีและเทศกาล ที่เชียงราย - Chiangrai Festivals
งานเทศกาลสงกรานต์หาดเชียงราย
วันที่ 13 - 15 เมษายน 2552
ณ หาดเชียงราย จังหวัดเชียงราย
กิจกรรม
ขบวนแห่นางสงกรานต์ การแข่งขันก่อเจดีย์ทราย การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน
สอบถามรายละเอียด
เทศบาลเมืองเชียงราย โทร. 0 5371 1333 ต่อ 304-305
ประเพณีสงกรานต์เมืองเชียงแสน
วันที่ 16 - 18 เมษายน 2552
ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอ เชียงแสน จังหวัดเชียงราย
กิจกรรม
การแข่งเรือ 3 ชาติ ชมขบวนแห่ และสรงน้ำพระเจ้าล้านทอง
สอบถามรายละเอียด
อำเภอเชียงแสน โทร. 0 5377 7188
การแสดงแสง-เสียง "อาข่าคนภูเขา" จังหวัดเชียงราย
ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2551 - เมษายน 2552
ณ ศูนย์พัฒนาสังคมที่ 12 (ศูนย์สงเคราะห์ชาวเขา) บ้านป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย
กำหนดการแสดง
รอบที่ 1 วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน 2551
รอบที่ 2 วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม 2551
รอบที่ 3 วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม 2551
รอบที่ 4 วันเสาร์ที่ 27 กันยายน 2551
รอบที่ 5 วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม 2551
รอบที่ 6 วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2551
รอบที่ 7 วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม 2551
รอบที่ 8 วันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2552
รอบที่ 9 วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552
รอบที่ 10 วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2552
รอบที่ 11 วันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2552
รายละเอียดกิจกรรม
17.30 น. ต้อนรับสู่ลานแสดงเล่าขานตำนาน "อาข่าคนภูเขา"
18.00 น. สัมผัสวิถีชีวิตและเสน่ห์ชาวอาข่า ผลิตภัณฑ์ชุมชน นิทรรศการชนเผ่า
18.30 น. อิ่มอร่อยกับอาหารชาวดอยในห้องแอร์ธรรมชาติริมธารน้ำสายน้อย
19.00 น. พบกับการแสดงประกอบแสงเสียงขนาดเล็กจากชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่า เพื่อเล่าเรื่องราววิถี ชีวิตที่น่าศึกษาและมีเสน่ห์
19.30 น. จบการแสดง
บัตรชมการแสดง ท่านละ 150 บาท และ 300 บาท รวมอาหาร
จองบัตรที่ ศูนย์พัฒนาสังคมหน่วยที่ 12 จังหวัดเชียงราย โทร. 0 5391 4471, 08 6913 6937, 08 9266 5790
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานเชียงราย โทร. 0 5374 4674-5
เทศกาลโล้ชิงช้าของชาวอีก้อ
ประวัติ / ความเป็นมา
ชาวเขาเผ่าอีก้อ หรือเรียกตนเองว่า "อาข่า" มีเชื้อสายจากจีนธิเบต เดินทางอพยพลงมาอยู่บริเวณชาย แดนไทย-พม่า แถบตอนเหนือลำน้ำแม่กก เป็นถิ่นที่มีชาวอีก้ออาศัยอยู่เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในเขต อำเภอแม่จัน และแม่สายของเชียงรายอีก้อมีวิถีชีวิตและอุปนิสัยรักอิสระ และความสนุกสนานบันเทิงจึง เป็นชนชาวเขาที่มีประเพณี และเทศกาลงานรื่นเริงมากมายตลอดทั้งปีแม้ในยามปกติชีวิตประจำวัน อีก้อ ยังกำหนดพื้นที่ส่วนหนึ่งของหมู่บ้านไว้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นลานเกี้ยวพาราสีสำหรับหนุ่มสาว และ ประกอบพิธีกรรมต่างๆที่เรียกว่า "กาลาล่าเซอ" หรือที่ชาวสังคมเมืองเรียกว่า "ลานสาวกอด" หรือในข้อ เท็จจริงน่าจะรียกว่า ลานเอนกประสงค์เพราะที่นั้นเป็นแหล่งชุมนุมของหนุ่มสาวในยามแดดร่มลมตก หลัง จากเสร็จสิ้นภารกิจการงานในไร่เป็นที่วิ่งเล่นของเด็กๆ ลานสำหรับร้องรำทำเพลงของชาวอีก้อหนุ่มสาว ชาวอีก้อนั้นเป็นกวี ทุกคนสามารถร้องรำทำเพลงเกี้ยวพาราสีโต้ตอบซึ่งกันและกันลานกาลาล่าเซอแห่งนี้ จึงถือว่าเป็นเสมือนศูนย์ศิลปวัฒนธรรมของหมู่บ้าน
เทศกาลโล้ชิงช้า (หละเฉอะปิ) ของชาวอีก้อเป็นการรำลึกถึงพระคุณแห่งเทพธิดา "อื่มซาแยะ" เทพธิดา แห่งสรวงสวรรค์ ผู้ประทานความชุ่มชื้นอุดมสมบูรณ์ ให้กับพืชพันธุ์ธัญญาหาร และเป็นการเซ่นไหว้บรรพ บุรุษอีกด้วย การโล้ชิงช้าเป็นการขึ้นไปขอพรจากสรวงสวรรค์ เพื่อเทพธิดา "อื่มซาแยะ" จะได้ประทาน พรกลับลงมา
กำหนดงาน
ขึ้นอยู่กับผู้จัด ตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ www.tat.or.th/festival
กิจกรรม / พิธี
เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านหรือ "ซยือมะ" และหมอผีประจำหมู่บ้าน หรือ "ยีผ่า" กำหนดวันจัดเรียบร้อยแล้ว ใน 2 วันแรกของงานเป็นการเตรียมงาน โดยเริ่มจากสาวๆ อีก้อเตรียมตำข้าวสารไว้ให้พอกินในช่วงเทศกาล เพราะในวันงาน 2 วันหลัง จะห้ามทำงานทุกชนิด การงานในร่มก็จะเตรียมให้เรียบร้อยเพื่อจะได้ไม่ต้อง ไปดูแลในช่วงวันงาน หญิงสาวอีก้อจะทำงานหนักในช่วง 2 วันของการเตรียมงาน ซึ่งในสังคมอีก้อถือว่า ผู้ชายเป็นผู้ที่มีเกียรติในสังคม เป็นผู้นำในเรื่องที่ต้องใช้ความคิด ส่วนผู้หญิงเป็นเพศที่ต้องใช้แรงงาน ผู้ หญิงอีก้อจะต้องทำงานทุกอย่าง เริ่มตั้งแต่ตื่นนอน ก็จะตำข้าวหุงอาหาร ปลุกผู้ชายมากินข้าว หากมีแขก ผู้ชายมาเยี่ยมเยือน ฝ่ายหญิงจะแยกสำรับไปกินกับลูกๆ จากนั้นจะเข้าไร่นา เย็นต้องหาฟืน กลับบ้านตัก น้ำจากลำธาร นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องในสังคมที่อีก้อยึดถือปฏิบัติ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงอีก้อมีอิสระอย่าง ยิ่งในเรื่องความรักและการเลือกคู่ครอง การแต่งงานจะเกิดขึ้นจากพื้นฐานของความรัก และความพึงพอ ใจของหญิงสาว โดยไม่มีการบีบบังคับ
ระหว่างการเตรียมงานฝ่ายชายจะออกป่า เพื่อตัดไม้มาทำชิงช้า ชิงช้าจะถูกสร้างขึ้นเป็น 3 แบบ
แบบแรก เป็นชิงช้าใหญ่ประจำหมู่บ้าน สูงราว 15-20 เมตร ทำจากไม้ลำต้นตรง ปักเสาลงตรงมุมของแต่ ละมุมของพื้นที่รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส แล้วรวบมุมยอดทั้ง 4 เข้าหากัน ผูกสายโยงลงมา ชิงช้าประจำหมู่บ้าน จะเป็นที่รวมให้คนในหมู่บ้านมาโล้เล่นกัน ซึ่งมักจะปลูกสร้างอยู่ริมผาสูงชัน เพื่อเพิ่มความตื่นเต้นสนุก สนาน
แบบที่ 2 เป็นชิงช้าประจำหมู่บ้านอีกเช่นกัน แต่เป็นชิงช้าที่สร้างคล้ายชิงช้าสวรรค์ คือ มีเสาหลัก 2 เสา มีแกนกลางบนยอดเสาเชื่อมกันเป็นแกนหมุน และจะมีที่นั่งยื่นออกมาทั้ง 4 ด้าน โดยวางตำแหน่งคำนวณ น้ำหนักให้เท่ากัน ตอนโล้จะขึ้นไปนั่งพร้อมๆ กันทั้ง 4 คน แล้วใช้คนหมุนคล้ายกับชิงชาสวรรค์ตามงาน วัด
แบบที่ 3 เป็นชิงช้าแบบเล็กๆ ประจำบ้าน ทุกหลังคาเรือนจะต้องมีเพื่อให้เด็กๆ เล่น เพื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะคุ้ม ครองให้เด็กมีพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์
ในวันที่ 3 ของงาน หรือวันโล้ชิงช้า จะเป็นวันที่สนุกที่สุด หนุ่มสาวชาวอีก้อจะแต่งกายกันอย่างสวยงาม เต็มที่ บางคนเริ่มชุดแต่งกายด้วยชุดใหม่ของตนในวันนั้น หญิงสาวอีก้อมีเครื่องแต่งกายที่งดงามไม่แพ้ สาวชาวเขาเผ่าใด หญิงสาวอีก้อสวมกระโปรงสั้นเหนือเข่า ปักลวดลายหลากสีบนพื้นเสื้อสีดำสนิท ที่คอ คล้องสร้อยเงินระย้า สวมหมวกที่ประดับประดาด้วยพู่ขนนกย้อมสีแดงสดพลิ้วไหวไปมาเมื่อต้องลม มี เหรียญเงินประดับเป็นแถวบนหมวก หญิงสาวกับชายหนุ่มจะมารวมกันที่ชิงช้าประจำหมู่บ้าน ต่างฝ่ายต่าง ผลัดกันขึ้นไปโล้ชองช้าโดยมีอีกฝ่ายเป็นผู้แกว่งไกว กระโปรงสั้นๆ ของสาวอีก้อพลิ้วไหวไปตามลมยาม โล้ชิงช้า ชายหนุ่มในหมู่บ้านสนุกสนานจ้องตาเป็นมันและเมื่อชายหนุ่มขึ้นโล้บ้าง สาวอีก้อจะช่วยกันไกว ชิงช้าให้แรงและสูงที่สุด และเมื่อโล้ลงมาใกล้ถึงพื้นดินก็จะถูกสาวๆ แกล้งดึงรั้งให้ตกลงมาจากชิงช้า รอยยิ้มและเสียงหัวเราะอบอวลไปทั้งแดนดอย สลับกับบทเพลงรักที่หนุ่มส่งร้องโต้ตอบกัน ผสมกับเสียง อันร่าเริงสนุกสนานของเด็กๆ ที่วิ่งเล่นเต็มลานกว้างของหมู่บ้าน
จากนั้นพอพลบค่ำก็จะมีการสุมไฟขึ้นบริเวณชิงช้าและกาลาล่าเซอ หนุ่มสาวต่างพากันร้องเพลง สาวอีก้อ จะจับมือล้อมเป็นวงร้องเพลงประสานเสียงเต้นไปตามจังหวะงดงาม โดยมีชายหนุ่มเป็นผู้ที่เล่นดนตรีให้ จังหวะแต่ก็ยังมีการไกวชิงช้าท่ามกลางความมืดสลัว พอตกดึกหนุ่มสาวบางคู่อาจหายหน้าจากผู้คนไปหา มุมสงบ เพื่อไปพรอดพร่ำพรรณนาความรักกันตามประสาคู่รักพึงทำ แต่บทเพลงแห่งความรื่นรมย์ยังคง ดังขับขานอยู่ตลอดทั้งคืน
พอถึงวันที่ 4 จะมีการฆ่าหมูเพื่อทำพิธีเซ่นผี แล้วลี้ยงผู้คนในหมู่บ้าน ตลอดทั้งกลางวันกลางคืน แห่งการ สิ้นสุดเทศกาลโล้ชิงช้า ยังมีการละเล่นเช่นวันวาน เลิกงานในวันรุ่งขึ้นชิงช้าทุกอันจะถูกเก็บเหลือไว้เพียง ชิงช้าประจำหมู่บ้านเท่านั้น แต่หมอผีประจำหมู่บ้านจะทำการถอดสายออก เก็บไว้ที่บ้านหัวหน้าหมู่บ้าน หลังจากเทศกาลผู้ใดจะทำการโล้ชิงช้าหรือจับต้องเสาชิงช้าไม่ได้เป็นอันขาด จนกว่าจะถึงวันโล้ชิงช้าใน ปีต่อไป
การแสดงแสงเสียงขนาดเล็ก “อาข่าคนภูเขา”
ณ ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาฯ จังหวัดเชียงราย
เป็นจังหวัดที่อยู่เหนือสุดของประเทศไทย มีอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองและมี เอกลักษณ์พิเศษ แตกต่าง จากพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของประเทศมีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก พื้นที่ส่วนหนึ่งของเชียงราย เป็นดินแดนที่รู้จักกันแพร่หลายไปทั่วโลกในนาม “สามเหลี่ยมทองคำ” ครอบคลุมพื้นที่ 3 ประเทศ คือ ไทย ลาว พม่า เสน่ห์อย่างหนึ่งของเชียงรายคือ วิถีชีวิตของชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆที่ยังคงมีความเป็นอยู่ และมีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์และโดดเด่นในแต่ละเผ่า
กิจกรรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจ
การจัดกิจกรรมนำเที่ยวในจังหวัดเชียงรายแบบภายในหนึ่งวันแล้วจบลงที่การแสดงแสงและเสียง
“เยี่ยมชมโครงการพระราชดำริ” ในสมเด็จพระศรีนครินทราพระบรมราชชนนี และพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว ณ พระตำหนักดอยตุง
“สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจประตูสู่อินโดจีน” ท่องเที่ยวในบริเวณรอยต่อของเขตชายแดน 4 ประเทศ คือ ไทย ลาว พม่า และจีน
“สามเหลี่ยมทองคำ” ท่องเที่ยวชม ความงามของธรรมชาติและโบราณสถาน (ในเขตอำเภอเชียงแสน) ในยามอาทิตย์อัสดง ท่องเที่ยวชมความงามตามธรรมชาติแบบนิเวศสัญจร (Eco-Tourism) ด้วยการสัม ผัสวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าต่างๆ
“อาข่าคนภูเขา” เป็นการแสดงประกอบแสงและเสียงขนาดย่อมโดยชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่าหรืออีก้อ
“งานวัฒนธรรมสัมพันธ์ลุ่มน้ำโขง” ประมาณเดือนธันวาคมหรือมกราคม ของทุกปี
สถานที่จัดงาน
บริเวณศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาฯ ตำบลป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย (กำลังคิดที่จะจัด Home - Stay ในอนาคต)
รายละเอียดของกิจกรรม “อาข่าคนภูเขา”
17.50 น. ต้อนรับสู่ลานแสดงประกอบแสงและเสียงเล่าขานตำนาน “อาข่าคนภูเขา”
18.00 น. สัมผัสวิถีชีวิตและเสน่ห์ชาวเขาเผ่า อาข่า ลาหู่ ม้ง เย้า ลีวอ และปาเกอะญอ ณ เรือนสาธิต วิถีชีวิต
18.30 น. อิ่มอร่อยกับอาหารชาวดอยท่ามกลางธรรมชาติในป่าเขา ลำเนาไพร
19.00 น. พบกับการแสดงประกอบแสง และเสียงขนาดย่อมจากชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่า เพื่อบอกเล่า เรื่องราววิถีชีวิตที่น่าศึกษาและมีเสน่ห์
19.30 น. เชิญพักค้างคืนที่ จังหวัดเชียงรายเพื่อเดินทางท่องเที่ยวในกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจในวันต่อ ไป
กำหนดงาน
วันเสาร์ที่ 27 มกราคม
วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์
วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม
วันเสาร์ที่ 28 เมษายน
ระบบเสียงและสื่อภาษาต่างประเทศ
ระบบเสียงบรรยายจัดทำเป็น คอมแพคดิสก์ ความยาวประมาณ 30 นาทีต่อรอบ
นักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มสามารถเลือกฟังเสียงบรรยายเพื่อชมการแสดงเป็นเสียงภาษาไทย หรือภาษา อังกฤษได้เพียง 1 ภาษา ต่อรอบ
มีสูจิบัตรอธิบายประกอบการแสดงเป็นภาษาไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส จีน และเยอรมัน
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ข้อมูลทางการท่องเที่ยวและรับจองตั๋วชมการแสดงล่วงหน้าได้ที่
สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายโทร. (053) 711339, 713918 โทรสาร (053) 717434
สำนักงาน ททท. ภาคเหนือเขต 2 (เชียงราย)โทร. (053) 717433, 744674-5 โทรสาร (053) 7174 34
www.tat.or.th/festival
งานวันลิ้นจี่และของดีจังหวัดเชียงราย
ประวัติ / ความเป็นมา
การส่งเสริมการเกษตร และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้เริ่มมีการส่งเสริมให้มีการปลูกลิ้นจี่ใน จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 ซึ่งในระยะแรกชาวบ้านไม่ค่อยให้ความสนใจมากนักแต่หลังจากที่ ทดลองปลูกใน 4 ปี ให้กลังต่อมา ชาวเชียงรายเริ่มเห็นคุณค่าในการปลูกลิ้นจี่ ทำให้พันธุ์ต้นลิ้นจี่ ขายดี มาก จนถึงปี 2520 สวนลิ้นจี่ในจังหวัดเชียงรายก็เพิ่มมากขึ้นเป็น 5,000 ไร่ และพอถึงปี 2524 ก็มีพื้นที่ ปลูกลิ้นจี่เพิ่มขึ้นเป็น 10,000 ไร่ พันธุ์ลิ้นจี่ที่นิยมปลูกกันในจังหวัดเชียงราย เป็นพันธุ์ที่ต้องอาศัยความ สัมพันธ์ของอุณหภูมิและระดับความสูงของพื้นที่ พันธุ์ที่รสชาติดีและมีชื่อเสียงที่สุด ได้แก่ พันธุ์ฮงฮวย และโอเฮียะ ซึ่งในช่วงประมาณปลายเดือนพฤษภาคมมักจะเป็นช่วงที่ลิ้นจี่ออกผลเหมาะที่จะตัดจำหน่าย เพื่อเป็นการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับลิ้นจี่ จึงมีการจัดงานวันลิ้นจี่ขึ้น
กำหนดงาน
ขึ้นอยู่กับผู้จัด สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ www.tat.or.th/festival
กิจกรรม / พิธี
งานวันลิ้นจี่ครั้งแรกนั้นจัดขึ้นที่สวนสาธารณะเทศบาลหลังพระราชานุสาวรีย์พ่อขุนมังรายมหาราช ต่อมา ย้ายมาจัดที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย ภายในงานมีการประกวดลิ้นจี่ จัดตลาดนัดลิ้นจี่ และ ผลิตผลทางการเกษตรอื่นๆ พร้อมกันนั้นทุกๆ ปีก็จะมีการประกวดธิดาลิ้นจี่อีกด้วย
ประเพณีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึกที่เชียงของ
ประวัติ / ความเป็นมา
ประเพณีที่เกี่ยวกับความเชื่อของผู้คนที่อยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำโขงเกี่ยวกับปลาชนิดหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำ โขง คือ ปลาบึก ว่าเป็นปลาศักดิ์สิทธิ์ และมีเทพเจ้าคุ้มครอง ก่อนที่ชาวประมงออกจับปลาบึกนั้นจึงต้อง มีพิธีบวงสรวงเสียก่อน ถิ่นกำเนิดของปลาบึกนั้นมีอยู่เพียงที่เดียวที่แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแม่น้ำใหญ่และยาว ที่สุดสายหนึ่งในทวีปเอเชีย มีความยาวประมาณ 4,590 กิโลเมตร ต้นน้ำอยู่ในเขตประเทศจีนต่อธิเบต และไหลออกสู่ทะเลจีนในเขตประเทศเวียดนาม
ปลาบึก จัดอยู่ในประเภทปลาน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่ชาวประมงเคยจับได้ มีน้ำหนักตั้งแต่ 150-300 กิโลกรัม มีความยาวประมาณ 3 เมตร รูปร่างของปลาบึกนั้นคล้ายกับปลาเทโพหรือปลาสวาย มี ลำตัวยาวแบนด้านข้างเล็กน้อย จะงอยปากบานใหญ่ ปลายบนกลม หัวยาวใหญ่ นัยน์ตาค่อนข้างเล็ก อยู่ ต่ำกว่าระดับมุมปากเล็กน้อย และคล้อยไปทางด้านหลังของมุมปาก ตัวที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปี ขึ้นไปจะมีจุด ดำๆ คล้ายกับเลขศูนย์ ภาษาไทยล้านนาเรียกว่า "วะ" ปลาบึกที่โตเต็มวัยไม่มีฟันอยู่ในปากเลย ทำให้ไม่ นิยมกินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร เลือกกินแต่ไคลน้ำ ชาวประมงจึงถือว่าปลาบึกจำศีล และรักษาศีล
ปลาบึก มีเนื้อละเอียดและรสชาติดี มีลักษณะสีขาวเป็นแว่นๆ หนังหนาขนาดหมู รสมันและมีกลิ่นคาว แต่ ไม่จัดเหมือนปลาฉลามหรือปลาเลิม สามารถนำไปปรุงเป็นอาหารได้ทุกประเภท ตั้งแต่ ต้มยำ แกงต่างๆ ลาบก้อย หรือทำเค็มตากแห้ง แต่ที่ปรุงอร่อยเป็นพิเศษ ก็คือ ทอดกระเทียมพริกไทย ทำให้มีผู้ที่นิยม บริโภคเนื้อปลาบึกกันเป็นจำนวนมาก โดยเชื่อว่า ผู้ใดได้กินเนื้อปลาบึกผู้นั้นจะมีปัญญาเฉียบแหลม และ มีอายุยืนยาว ซึ่งตรงกับความเชื่อของชาวจีนที่ตั้งชื่อปลาชนิดนี้ว "ปลาขงเบ้ง" กล่าวว่า โปรตีนจากเนื้อ ปลาบึกมีส่วนที่ถูกนำไปบำรุงสมองมากกว่าเนื้อสัตว์ทั่วไป
ตั้งแต่อดีตมานั้นชาวประมงในเขตบ้านหาดไคร้ ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ยึดถือการ เปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ โดยสังเกตต้นโพธิ์ยักษ์ 2 ต้น ที่มีขนาด 4 คนโอบไม่รอบ ที่ขึ้นอยู่บริเวณวัด หาดไคร้ เป็นสัญลักษณ์ คือ
เมื่อถึงช่วงที่ต้นโพธิ์ยักษ์คู่นี้สลัดทิ้งใบร่วงหล่นจนหมดต้น แสดงว่าถึงช่วงเวลาการเริ่มออกล่าปลาบึก จน กระทั่งต้นโพธิ์เริ่มผลิใบใหม่จนเขียวชอุ่มดังเดิม ชาวประมงบ้านหาดไคร้ก็หยุดล่าปลาบึก ปรากฏการณ์ ธรรมชาติเช่นนี้ตรงกับช่วงกลางเดือนเมษายน ถึงกลางเดือนพฤษภาคมของทุกปีเนื่องจากมีงานประเพณี ที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยเชื่อว่าปลาบึกเป็นปลาที่มีเจ้าคุ้มครองรักษา ถ้าไม่มีการบวง สรวงไหว้วอนขอจากเจ้าพ่อ และไม่ปลุกขวัญแม่ย่านางเรือให้มีอนุภาพแกร่งกล้าแล้ว ก็ยากที่จะจับปลา บึกได้ ดังนั้น บรรดาชาวประมงหรือพรานล่าปลาบึกบ้านหาดไคร้ จึงได้มีการบวงสรวงกันทุกปีจนกลาย เป็นประเพณีพื้นบ้านของท้องถิ่นนี้
กำหนดงาน
ฤดูกาลแห่งการล่าปลาบึกนั้น อยู่ในระหว่างช่วงเดือนเมษายนหลังสงกรานต์ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่ง เป็นช่วงที่ปลาบึกกำลังผสมพันธุ์และว่ายทวนน้ำขึ้นไปวางไข่ตอนต้นน้ำในประเทศจีน สามารถตรวจสอบ รายละเอียดได้ที่ www.tat.or.th/festival
กิจกรรม / พิธี
ในสมัยก่อน เครื่องเซ่นสังเวยบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก และแม่ย่านางเรือมีเพียงดอกไม้ธูปเทียน และไก่ เป็นๆ โดยจับขาไก่สองข้างให้แน่น และฟาดลำตัวกับหัวเรือให้ตายทั้งเป็น เพื่อให้เลือดกระเซ็นรอบๆ เรือ และอวนแหที่ใช้ดักจับปลาบึก ส่วนไก่ก็นำมาเป็นอาหารมาแบ่งกันกินตามประสา ต่อมาทางอำเภอเชียง ของร่วมกับชาวหาดไคร้ จัดประเพณีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก เพื่อเป็นกำลังใจ เป็นโชคลาภแก่ชาวประมง และสงวนรักษาประเพณีที่เคยปฏิบัติ
สถานที่ประกอบพิธีศาลเพียงตาอยู่ริมแม่น้ำโขง ประกอบด้วยเครื่องบวงสรวง เป็นต้นว่า ดอกไม้ ธูปเทียน ข้าวตอก และเหล้าเบียร์ เดิมทีนั้นชาวบ้านจะใช้ไก่ที่มีชีวิตมาฟาดให้ตายทั้งเป็น ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นใช้ ไก่ที่ต้มสุกแล้ว อาจต้องการลดความรุนแรงและหวาดเสียว และให้ถูกต้องตามพิธีกรรม
ต่อจากนั้นนายวรนิติ ส่งสวัสดิ์ (นายอำเภอเชียงรายขณะนั้น) กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดพิธี บวงสรวงและเป็นประวัติการล่าปลาบึกต่อประธานพิธี
เมื่อรองผู้ว่าราชการจังหวัดได้นำพานข้าวตอกดอกไม้ ไปวางบนโต๊ะพิธี และจุดธูปเทียนบวงสรวงและเปิด กรวยครอบเครื่องเซ่นสังเวย พ่อพราหมณ์คำ อักขระ ก็เข้าไปทำพิธีกล่าวคำอัญเชิญเจ้าพ่อปลาบึกมารับ เครื่องเซ่นสังเวย ระหว่างนั้นมีชาวบ้านและนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาชุมนุมกันหนาแน่นเป็นประวัติการณ์ เชื่อว่าสามารถสร้างความตื่นเต้นแก่ผู้พบเห็นทุกคน ขณะที่กำลังรอคอยเจ้าพ่อปลาบึกเสวยเครื่องเซ่นสัง เวย พราหมณ์เจ้าพิธีนำกรวยเทียนเล็กเพื่อมามอบแก่เจ้าของเรือประมง พร้อมกับประพรมน้ำมนต์เป็นการ สู่ขวัญแม่ย่านางเรือทุกลำ
เสียงดนตรีพื้นเมืองเริ่มบรรเลงขึ้น เพื่อให้เข้ากับการแสดงชุดต่างๆ ที่ฟ้อนรำต้อนรับเจ้าพ่อปลาบึก สิ่งที่ น่าประหลาด คือ ขณะที่กำลังประกอบพิธีอยู่นั้นชาวประมงสามารถจับปลาบึกได้เป็นตัวแรก แม้จะเป็นตัว เล็กมีน้ำหนักถึง 53 กิโลกรัม สร้างความดีใจแก่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทุกคน ต่างพากันนั่งเรือบ้างก็เดินลุย น้ำไปชมเป็นขวัญตา พอได้เวลาอันสมควร พราหมณ์ก็ถวายไหว้สา (ยกมือไหว้เหนือศีรษะแบบพราหมน์ 3 ครั้ง) ขอเก็บเครื่องบวงสรวงลงจากโต๊ะพิธี อาหารและเหล้าถูกส่งให้ชาวประมงรับประทานเป็นสิริมงคล
ครั้นได้ฤกษ์ยามที่เป็นมงคล เรือล่าปลาบึกลำแรกก็จะออกปล่อยอวนเอาฤกษ์ การล่าปลาบึกในปัจจุบัน ใช้วิธีการที่เรียกว่า "ไหลมองบึก" เป็นอวนขนาดใหญ่ มีความยาวประมาณ 250 เมตร อวนนี้จะถูกปล่อย ลงตามช่วงความกว้างของ แม่น้ำโขง เริ่มไหลลงไปจากท่าหน้าวัดหาดไคร้ ไหลลงไปเรื่อยๆ ประมาณ 1 กิโลเมตร แล้วแต่โอกาสที่ปลาจะขึ้นมาในช่วงนั้นหรือไม่ ซึ่งจะใช้เวลาการวางอวนแค่ 8-10 นาทีเท่านั้น หากไม่ติดปลาบึก เรือลำที่เป็นคิวต่อไปก็ออกจากฝั่งวางอวน
การจัดคิวหรือการไหลมองบึกนั้น จำเป็นต้องมีการจับฉลากป้องกันการแก่งแย่งกันว่าใครจะเป็นคิวหนึ่ง คิวสอง คิวสาม....สี่....ห้า ถ้าคนบนฝั่งมองเห็นปลาบึกดิ้นหลุดจากอวนแล้ว เรือทุกลำมีสิทธิ์ที่จะออกไป วางอวนสกัดกั้นได้ โดยไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด
การจับปลาบึกเป็นอาชีพเสริมรายได้ให้แก่ชาวบ้านหาดไคร้ตามฤดูกาล ส่วนจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับฤดู กาล ถ้าน้ำขึ้นเร็วปลาบึกก็มาเร็ว ถ้าน้ำขึ้นช้าปลาบึกมาช้า
ฤดูกาลปลาบึกจะสิ้นสุดลงหลังจากที่ปริมาณน้ำในลำน้ำโขงเพิ่มขึ้นทำให้ยากต่อการสังเกต และออกจับ ปลาบึกบรรดาพรานล่าปลาบึกก็แยกย้ายกันกลับบ้านนำเครื่องมือมาทำความสะอาด และเก็บรักษาแล้ว หันมาประกอบอาชีพเกษตรอื่นๆ เช่น ทำไร่ทำนารอจนกว่าฤดูกาลล่าปลาบึกจะเวียนมาอีกครั้งหนึ่งในปี หน้า

|