งานประเพณีและเทศกาล จังหวัดภูเก็ต - Phuket Festivals
Phuket International Marine Expo (PIMEX)
วันที่ 4 - 7 ธันวาคม 2551
ณ ภูเก็ตโบ๊ตลากูน จังหวัดภูเก็ต
ไพเม็กซ์ (PIMEX) คือ มหกรรมแสดงเรือนานาชาติ เพื่อการ พักผ่อนและเชิงพาณิชย์ โดยวัตถุประสงค์ของการจัดงานเพื่อ ส่งเสริมให้ประเทศไทย เป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวทางทะเล ซึ่ง ก่อนหน้านั้น สิงคโปร์ คือเจ้าใหญ่ของวงการ ขณะที่ไทยกลับมี นโยบายเก็บภาษี นำเข้าถึง 200% รวมถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งกลาย เป็นอุปสรรคกับผู้ที่สนใจ แต่ในความเป็นจริงศักยภาพของ ประเทศไทยไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าประเทศใด ไม่ว่าจะเป็นความ สวยงามของธรรมชาติ วัฒนธรรม สถานที่ท่อง เที่ยวต่าง ๆ รวมไป ถึงแรงงานภาคการผลิต และซ่อมบำรุงที่มีความสามารถ ปัจจุบัน ความนิยมในประเทศสิงคโปร์เริ่มลดลงด้วยเหตุผลที่ว่าสิงคโปร์ไม่มี สิ่งดึงดูดใจในขณะที่ประเทศไทยมีความโดดเด่นและแตกต่างอย่าง สิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดภูเก็ตที่ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางที่ สำคัญยิ่งของภูมิภาคมีทะเลที่สวยงาม และเหมาะกับไลฟ์สไตล์ ของผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมการท่องเที่ยวทางทะเล
ภายในงานรวบรวมผู้ประกอบการที่อยู่ในอุตสาหกรรมการเดินเรือ ผู้ประกอบการจากอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องมาร่วมออกร้าน จากทั่ว ภูมิภาค เช่น ตัวแทนจำหน่ายเรือยอร์ท ผู้ผลิตเรือ และผู้ให้บริการด้านเดินเรือทะเล ทั้งชาวไทยและ ชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา อิตาลี เยอรมัน ฝรั่งเศส สแกนดิเนเวีย ญี่ปุ่น เกาะสมุย กรุงเทพ พัทยา และภูเก็ต เป็นต้น
การแข่งขันเรือใบชิงถ้วยพระราชทาน (2008 Phuket King’s Cup Regutta)
วันที่ 29 พฤศจิกายน - 6 ธันวาคม 2551 ณ หาดกะตะ จังหวัดภูเก็ต
การแข่งขัน เริ่มจัดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2530 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาส พระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมายุครบ 60 พรรษา โดยการแข่งขันจะจัดขึ้นในช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคมของทุกปี โดยมีเรือใบจากนานาประเทศทั่วโลกเข้าร่วมการแข่งขัน
การแข่งขันเรือชิงถ้วยพระราชทาน ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จัดขึ้นโดย คณะกรรมการการจัดการแข่งขันเรือใบชิงถ้วยพระราชทาน ภายใต้การดำเนินงานของ สมาคมสโมสร เรือใบราชวรุณ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมด้วย สมาคมแข่งขันเรือใบแห่งประเทศไทย กองทัพเรือและ จังหวัดภูเก็ต
Laguna Phuket Triathlon 2008
วันที่ 7 ธันวาคม 2551 ณ บนิเวณโครงการลากูน่าภูเก็ต ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต
กิจกรรม
การแข่งขันกีฬา 3 ประเภทต่อเนื่องกัน คือ ว่ายน้ำ 1.8 กม. ปั่นจักรยาน 55 กม. และวิ่ง 12 กม. โดยมี ผู้เข้าร่วมการแข่งขันจากทั่วโลก
เทศกาลอาหารทะเล
ประวัติ / ความเป็นมา
วัดภูเก็ตได้รับขนานนามว่า ไข่มุกแห่งทะเลอันดามัน มีลักษณะเป็นเกาะซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ตั้งอยู่ทางฝั่งทะเลด้านตะวันตกของภาคใต้ จุดเด่นที่สร้างชื่อเสียงให้แก่เกาะภูเก็ตจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก คือ น้ำทะเลสีเขียวมรกต และผืนทรายที่ขาวสะอาด มีความยาวประมาณ 80 กิโลเมตร นอกจากจะมี ชื่อเสียงในด้านความงดงามของทิวทัศน์ธรรมชาติแล้ว ยังมีอาหารทะเลสดๆ นานาชนิด ให้ผู้ที่มาเที่ยว พักผ่อนเลือดซื้อกันได้มากมาย ทางจังหวัดภูเก็ตจึงได้จัดงานเทศกาลอาหารทะเลขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2530 และได้ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง เป็นที่สนใจของของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ทางจังหวัดภูเก็ตจึงได้จัดเทศกาลอาหารทะเลเป็นประจำทุกปี ทั้งนี้เพื่อเป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงและ ของดีของจังหวัดให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้น
กำหนดงาน
งานเทศกาลอาหารทะเล จังหวัดภูเก็ต จะจัดขึ้นทุกปีเดือนเมษายน สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ www.tat.or.th/festival
กิจกรรม / พิธี
รายละเอียดของงาน คือ
เป็นอยู่ของชาวเล
การประกวดมิสภูเก็ต
การออกร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองและอาหารทะเล
การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน
มหรสพนานาชนิด
ประเพณีปล่อยเต่า
ประวัติ / ความเป็นมา
จังหวัดภูเก็ต เป็นเกาะซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ประกอบด้วยเกาะบริวาร 33 เกาะ เช่น เกาะสิเหร่ เกาะแก้ว เกาะมะพร้าว เกาะนาคาใหญ่ เกาะนาคาน้อย เกาะโหลน เกาะเฮ เป็นต้น และถือว่าจังหวัด ภูเก็ตนี้มีเต่าขึ้นมาวางไข่ในปีหนึ่งๆ มากพอสมควร เต่าที่อาศัยอยู่ในน่านน้ำไทยมี ประมาณ 5 ชนิด คือ เต่ากระ เต่าตนุ หรือเต่าจาระเม็ด เต่าตาแดง เต่าหญ้า และเต่ามะเฟือง จากการที่มีคนนิยมรับประทาน ไข่เต่ากันมาก จึงมีผู้ที่ไปขุดหาไข่เต่าเพื่อนำมาจำหน่าย ธรรมดาเต่าจะวางไข่ในระหว่างเดือนตุลาคมถึง เดือนกุมภาพันธ์ และเต่าจะขึ้นมาวางไข่ในที่ที่เคยมาวางเป็นประจำทุกปี ในช่วงนี้จึงมีนักท่องเที่ยว เดินทางไปเฝ้าดูการวางไข่ของเต่าเป็นจำนวนมาก จึงเกิดเป็นประเพณีเดินเต่าขึ้นเต่าแต่ละตัววางไข่ใน จำนวนที่ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของเต่าและ ความสมบูรณ์แต่ส่วนมากอยู่ในระหว่าง 70 – 120 ฟอง หรืออาจจะมากกว่านั้น ในปีหนึ่งๆ เต่าจะวางไข่ 3 ครั้ง คือขึ้นมาวางไข่ครั้งแรก หลังจากนั้นประมาณ 15 วัน จะกลับมาวางไข่ในที่เดิมเป็นครั้งที่ 2 และหลังจากครั้งที่ 2 ประมาณ 15 วัน เต่าก็จะขึ้นมาวางไข่ เป็นครั้งที่ 3 เต่าจะเริ่มวางไข่ได้เมื่อมีอายุประมาณ 3 ปีขึ้นไป
จากที่กล่าวมาข้างต้นว่าคนนิยมรับประทานไข่เต่ามากขึ้น ทำให้ปริมาณเต่าลดลง นอกจากนั้นยังมีคนฆ่า เต่าเพื่อนำเนื้อไปประกอบอาหารรับประทาน เหตุการณ์เหล่านี้อาจทำให้เต่าสูญพันธุ์ไปในที่สุด ทาง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตระหนักถึงปัญหาข้อนี้ จึงห้ามมิให้มีการทำประมงเต่าทะเลและเต่ากระทะเล ทุกชนิดแต่ก็ยังไม่สามารถรักษาพันธุ์ไว้ได้ ดังนั้นศูนย์ชีววิทยาทางทะเลภูเก็ตจึงตั้งโครงการอนุรักษ์เต่า ทะเลขึ้น โดยได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากสำนักงานประมงจังหวัด และผู้ประมูลหาดเก็บไข่เต่า ทั้งในจังหวัดภูเก็ต พังงา และจังหวัดใกล้เคียง ทั้งนี้เพื่อเพิ่มจำนวนเต่าทะเลให้มากขึ้น โดยการรับเลี้ยง และอนุบาลลูกเต่า จนถึงวันที่จะปล่อยลงทะเล นอกจากนั้นยังเป็นการทดลองเลี้ยงเต่าและหาอัตราการ เจริญเติบโตของเต่าทะเลชนิดต่างๆ เพื่อส่งเสริมอาชีพประมงในการทำฟาร์มเลี้ยงเต่าต่อไป รวมทั้งเป็น การศึกษาการแพร่กระจายและแหล่งหากินของเต่าทะเลชนิดต่างๆ โดยติดเครื่องหมายที่เต่าแล้วปล่อย ลงทะเล ซึ่งเป็นประโยชน์ในการอนุรักษ์ต่อไปด้วยเหตุนี้ จึงจัดให้มีประเพณีปล่อยเต่าลงทะเลขึ้นและ ปฏิบัติสืบต่อมาเป็นประจำทุกปี
กำหนดงาน
เดิมนั้นจัดให้มีขึ้นในวันใดวันหนึ่ง แล้วแต่ความเหมาะสม โดยกระทำกันที่สถานที่ที่เต่าชอบขึ้นมาวางไข่ ต่อมาทางจังหวัดภูเก็ตได้กำหนดให้วันที่ 13 เมษายนของทุกปี เป็นวันขยายพันธุ์ปลาแห่งชาติ และ กำหนดให้เป็นวันปล่อยเต่าด้วย สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ www.tat.or.th/festival
กิจกรรม / พิธี
การปล่อยเต่านั้นเดิมจัดขึ้นที่หาดป่าตอง ต่อมาเปลี่ยนมาจัดที่หาดไนยาง ซึ่งเต่าได้ขึ้นมาวางไข่เป็น ประจำทุกปี พิธีเริ่มด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดผู้ว่าราชการจังหวัดผู้เป็นประธานในพิธีจะทำการปล่อยเต่าเป็น คนแรก จากนั้นชาวบ้านและนักท่องเที่ยวนำเต่าเล็กๆ โดยขอจากสถานีประมง หรือบริจาคเงินสมทบทุน โครงการอนุรักษ์เต่าทะเลตามแต่ศรัทธานำไปปล่อยลงทะเล เต่าที่ปล่อยมีอายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป
นอกจากการปล่อยเต่าแล้วยังมีการละเล่นของชาวบ้าน เช่น มวยทะเล รำกลองยาว ชักเย่อ และการ ละเล่นอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้กรมประมงได้จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเต่าทะเล และสัตว์ ทะเลอื่นๆ ให้ชมกันในงานด้วย
ประเพณีกินผัก
ประวัติ / ความเป็นมา
ประเพณีกินเจในภาคใต้ของประเทศไทยที่มีชื่อเสียงมาก มีจัดอยู่ใน 2 จังหวัด คือ จังหวัดตรังและ จังหวัดภูเก็ต โดยชาวภูเก็ตเรียกพิธีกินเจนี้ว่า “กินผัก หรือ กินเจ” ซึ่งก็คืออย่างเดียวกัน
เชื่อกันว่าประเพณีกินเจเข้ามาในประเทศไทยพร้อมกับชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ทำมาหากินในภาคใต้ของไทยจนเมื่อมีจำนวนมากขึ้น งานประเพณีดังกล่าวซึ่งทำสืบเนื่องมาจาก ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ จึงกลายเป็นประเพณีสำคัญขึ้นและเป็นที่นิยมปฏิบัติของคนทั่วไป
ประวัติประเพณีกินเจ มีเรื่องเล่ากันว่า เมื่อครั้งพุทธกาลพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ รัตนสถานแดนสุขาวดี ได้ตรัสตอบพระโพธิสัตว์มัญชุศรีว่า ดาวพระเคราะห์ทั้ง 7 มีแสงสว่างรุ่งเรืองในเทวพิภพ พร้อมกับ ประกายพระโพธิสัตว์อีก 2 องค์ รวมเป็น 9 องค์ คือ พระวิชัยโลกมนจรพุทธะ ปรากฏเป็นพระอาทิตย์ จีนเรียกว่า ไท้เอี้ยงแซ พระศรีรัตนโลกประภาโฆษอิศวรพุทธะ ปรากฏเป็นพระจันทร์ จีนเรียกว่า ไท้อิมแซ พระเวปุลลรัตนโลกสุวรรณพุทธะ ปรากฏเป็นดาวอังคาร จีนเรียกว่า ฮวยแซ พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะปรากฏเป็นดาวพุธ จีนเรียกว่า จุ้ยแซ พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ ปรากฏเป็นดาว พฤหัสบดี จีนเรียกว่า บักแซ พระธรรมมติธรรมสาครจรโลกมโนพุทธะ ปรากฏเป็นดาวศุกร์ จีนเรียกว่า กินแซ พระเวปุลลจันทร์โลกไภสัชชไวฑูรย์พุทธะ ปรากฏเป็นดาวเสาร์ จีนเรียกว่า โท้วแซ ทั้ง 7 องค์เป็นพระพุทธเจ้าในอดีต และมีพระโพธิสัตว์อีก 2 องค์ คือ พระศรีสุขโลกปัทมครรภอลังการโพธิสัตว์ ปรากฏเป็นดาวราหู จีนเรียกว่า ล่อเกาแซ และพระศรีเวปุลลสังสารโลกสุขอิศวรโพธิสัตว์ ปรากฏเป็น ดาวเกตุ จีนเรียกว่า โกยโต้วแซ และเทพเจ้าทั้ง 9 องค์ เรียกว่า เก็าอ๊วง หรือ กิ๋วอ๊วง โดยเทพทุกองค์ ถือกำเนิดมาเป็นมนุษย์ตามวันนั้นๆ
กำหนดงาน
ประเพณีกินเจในภาคใต้ ทั้งของจังหวัดตรังและจังหวัดภูเก็ต จัดขึ้นในช่วงเดือน 9 ตามปฏิทินจีน (ประมาณเดือนกันยายน – ตุลาคม) โดยเริ่มตั้งแต่วันขึ้น 1 – 9 ค่ำ ในทุกปี ปีนี้ตรงกับวันที่ 16-25 ตุลาคม 2544 สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ www.tat.or.th/festival
กิจกรรม / พิธี
กิจกรรมส่วนใหญ่เริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้าของวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีน โดยชาวบ้านผู้ศรัทธาจะมา ช่วยกันทำความสะอาดเช็ดถูศาลเจ้า หรือที่ชาวภูเก็ต เรียกว่า “อ๊าม” จุดไม้จันทน์กำยานเพื่อเตรียมรับ การเสด็จของเทพเจ้าทั้ง 9 องค์ คือ “เก็าอิ้วอ๋อง” ส่วนในช่วงบ่ายเป็นพิธียกเสาลำไผ่ขนาดใหญ่ซึ่ง เรียกว่า “เสาโกเต๊ง” หรือ “เสาเต็งกอ” สำหรับ แขวนตะเกียง 9 ดวง ซึ่งจะเริ่มขึ้นตามฤกษ์ยาม คือ ตอนเที่ยงคืนมีการประกอบพิธีอัญเชิญยกอ๋องฮ่องเต้ ซึ่งเป็นเทพเจ้าองค์ประธานขึ้นที่ศาลเจ้า และ อัญเชิญเทพทั้งเก้ามาเป็นเทพประจำพิธี พร้อมกับจุดตะเกียงน้ำมันเก้าดวงชักแขวนไว้ปลายเสาโกเต๊ง ให้เป็นสัญลักษณ์แห่งดวงวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์สถิตไว้ตลอดเทศกาลกินเจ
ตลอด 9 วัน 9 คืน ของงานเทศกาล ผู้ศรัทธาจะสละกิจโลกียวัตร บำเพ็ญสมาธิ ถือมังสวิรัติบริโภคแต่ ผักผลไม้ งดบริโภคเนื้อสัตว์ทุกชนิด รวมทั้งผักประเภทหอม กระเทียม และผักซึ่งมีกลิ่นฉุนบางชนิด
หลังจากที่อัญเชิญเทพทั้ง 9 องค์เข้าประทับในศาลเจ้าแล้วก็มีพิธีสวดมนต์ทุกวัน วันละ 3 ครั้งตลอด เทศกาล รวมทั้งมีการอ่านรายชื่อผู้เข้าร่วมกินเจต่อหน้าแท่นบูชา และทุกคืนก็มีพิธีเดินธูปโดยการนำของ “ร่างทรง หรือ ม้าทรง” ซึ่งร่างทรงหรือม้าทรงดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากเทพเจ้ามาประทับ ร่างทรง และกระทำทุกอย่างในพิธีโดยผ่านร่างทรงหรือม้าทรง ซึ่งบุคคลผู้จะเป็นม้าทรง หรือร่างทรงได้ ต้องเป็นผู้บริสุทธิ์และเหมาะสมโดยร่างทรงดังกล่าวจะแสดงบุคลิกลักษณะของเทพเจ้า องค์นั้นๆ เช่น ไถเซี้ย เห้งเจีย หรือเจ้าแม่กวนอิม เป็นต้น และถืออาวุธประจำองค์เทพเจ้าแตกต่างกันออกไป โดยขณะ ประทับร่างทรงก็แสดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆ เช่น ใช้ดาบหรือขวานฟันหลังเป็นแผลไม่ลึกนัก ใช้ลูกตุ้มเหล็ก เหวี่ยงให้ถูกร่างกาย ใช้มีดหรือดาบตัดลิ้นให้เลือดไหล แล้วเขียนกระดาษหรือผ้า เรียกว่า ”ฮู้” โดยร่าง ทรงไม่แสดงอาการเจ็บปวด เหมือนว่าเทพเจาเหล่านั้นรับความเจ็บปวดแทนร่างทรงกล่าวกันว่าหลังจาก การตัดลิ้นไม่นานก็สามารถ ต่อลิ้นให้ติดได้ดังเดิม
คืนวันขึ้น 3 ค่ำ มีพิธีล้างเกี้ยวขจัดสิ่งอัปมงคล วันต่อมาจึงเป็นพิธีเบิกศาสตราวุธ ทดสอบก่อนเข้าสู่พิธีใน วันรุ่งขึ้น อันตรงกับวันขึ้น 6 ค่ำ ซึ่งมักเป็นวันที่เทพเจาประสงค์ออกโปรดสัตว์ กรรมการศาลเจ้าจะ ประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่าจะออกไปวัดใดและไปที่ไหน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นช่วงเช้า ศาลเจ้าใดมีม้าทรง หรือร่างทรงมาก ขบวนแห่ก็จะยาวมีเทพเจ้าเป็นร้อยๆ องค์ ขบวนประกอบด้วยธงทิว รถนำ รถตาม ขบวนเกี้ยวเล็กเกี้ยวใหญ่ ขบวนโหลก๊อฉ่า ได้แก่ ฉาบเล็ก ฉาบใหญ่ ไท้ โล่ และกลอง เป็นกลุ่มๆ ละ 5 คน สลับกับเกี้ยวเป็นตอนๆ ซึ่งอาจทำให้ขบวนยาวเป็นกิโลเมตร
ก่อนเคลื่อนขบวนเทพเจ้าจะเข้าร่างประทับทรงแต่งองค์ทรงเครื่องครบถ้วน ถืออาวุธครบมือพร้อมพี่เลี้ยง หรือผู้ติดตามองค์ละอย่างน้อย 1 คน ในขบวนมีเกี้ยวอัญเชิญหุ่นพระจีน ซึ่งมีคนหามเกี้ยวขนาดเล็กอย่าง น้อยเกี้ยวละ 4 คน ส่วนเกี้ยวใหญ่มีคนหามไม่น้อยกว่า 10 คน ผู้หามเกี้ยวจะเอาผ้าโพกหัวเอาสำลีอุด หูไว้กันเสียงประทัดตลอดเส้นทางเดินโปรดสัตว์ ซึ่งมีระยะทางไม่ต่ำกว่า 5 กิโลเมตร โดยใช้เวลาเดิน ประมาณ 2-3 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ตลอดทางจะมีผู้ศรัทธาตั้งโต๊ะหมู่บูชา โดยจัดผลไม้ ขนม น้ำชา ไว้ถวาย เมื่อเทพเจ้าในร่างม้าทรงเดินผ่านจะเข้าไปรับของถวาย เทพเจ้ารับแล้วส่งต่อให้ผู้อื่น หรือใคร ก็ตาม ผู้ที่ศรัทธาเชื่อว่าเป็นสิ่งอันเป็นมงคลยิ่งควรแก่การปิติยินดีในเทศกาลกินเจ การแสดงออกอย่าง หนึ่งของผู้ศรัทธาคือการจุดประทัดเป็นชุดยาวเป็นแพ โดยหย่อนให้ประทัดระเบิดบนเกี้ยว
ในการออกโปรดสัตว์ของเทพองค์ต่างๆ ยังมีการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของม้าทรงกับอาวุธประจำกาย เช่น เอาเข็มแทงทะลุปาก เอามีดฟันตามร่างกาย เป็นต้น แต่สิ่งที่เป็นจุดสนใจของผู้ร่วมงานมากที่สุด คือ การไต่บันไดมีด และการลุยไฟ การลุยไฟนั้นนอกจากร่างทรงเทพแล้ว ผู้ที่กินเจถึงขึ้น “เช้ง” สามารถ เดินลุยไฟได้ถือว่าเป็นการเผาผลาญสิ่งไม่ดีออกจากร่างกายและจะไม่มีแผลพุพองใดๆ
ในวันสุดท้ายของการกินเจทางศาลเจาจะจัดพิธี “โก๊ยห่าน” อันเป็นพิธีสะเดาะเคราะห์ให้กับผู้ศรัทธา โดยผู้ที่ไม่กินเจก็สามารถเข้าร่วมพิธีนี้ได้ และทางศาลเจ้าอาจจัดเป็นเอกเทศจากการกินเจได้ นอกจากนี้ก็มีการปล่อยปลา ปล่อยนก ทำบุญตักบาตร และสุดท้ายเป็นการส่งพระกลับสู่สรวงสวรรค์ แต่ก่อนการส่งพระกลับ ที่ศาลเจ้าจะทำพิธีซงเก๊ง คือ การสวดมนต์ อ่านรายชื่อผู้ศรัทธาและร่วมกินเจ รวบรวมธูปเผาพร้อมกระดาษทองในวันทำพิธีส่งกิ๋วอ๋องไต่เต่ วันส่งพระช่วงกลางคืนมีขบวนแห่ผ่าน ไปทางไหนตลอดทางมีโต๊ะเครื่องถวายเทพเจ้า เมื่อพระจีนในร่างทรงผ่านไปถึงจะจุดประทัดถวาย มากน้อยตามกำลังเงิน วันที่ 10 ของเทศกาล เป็นพิธีลดเสาโกเต๊ง คานไม้ไผ่ที่ยกไว้ปลายเสาตั้งแต่ วันแรกของเทศกาลผู้ศรัทธาจะได้รับวัตถุมงคล และอัญเชิญหุ่นพระจีนที่นำประดิษฐานในศาลเจ้ากลับ คืนเคหสถาน
ประเพณีการกินเจตลอด 9 วัน 9 คืน นั้น แสดงออกถึงศรัทธาของประชาชนผู้ร่วมงาน และเป็นการแสดง ถึงความมีจิตเมตตาของผู้ร่วมประเพณีกินเจ

|