ทัวร์ไทย จองทัวร์ โรงแรม ห้องพัก รีสอร์ท ราคาพิเศษ : Thailand Travel - Cheap Thailand Hotel Rooms and Tours
ทัีวร์ไทย ไทยเที่ยวไทย - ข้อมูลท่องเที่ยว จองทัีวร์ โรงแรม รีสอร์ท ราคาพิเศษ
Thailand Hotel Booking : Package Tours and Travel Guide : English Version English Version
   
 
Popular Destination in Thailand
ข้อมูลทั่วไป
แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ
กิจกรรมท่องเที่ยว
การเดินทาง
ร้านอาหาร
สินค้า ของฝาก
งานประเพณีและเทศกาล
แผนที่

Popular Destination in Thailand
เชียงใหม่
เชียงราย
แม่ฮ่องสอน
กรุงเทพฯ
กาญจนบุรี
หัวหิน
ชะิอำ
ขอนแก่น
เลย
นครราชสีมา
ศรีสะเกษ
สุรินทร์
อุบลราชธานี
อุดรธานี
พัทยา
ระยอง เกาะเสม็ด
ตราด เกาะช้าง
กระบี่ เกาะพีพี เกาะลันตา
ภูเก็ต
เกาะสมุย
เกาะเต่า เกาะพงัน
พังงา เขาหลัก
 

งานประเพณีและเทศกาล จังหวัดสุรินทร์ - Surin Festivals

เทศกาลแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านนานาชาติ ครั้งที่ 4 ประจำปี 2552

วันที่ 14 - 23 มกราคม 2552 เวลา 18.00-23.00 น.
ณ บริเวณโรงยิมเนเซี่ยมเผ่าแผน สนามกีฬาจังหวัดสุรินทร์

ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านนานาชาต กิจกรรม

1. การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน จากคณะนักแสดงจากนานา ประเทศ อาทิ อเมริกา อิสราเอล อิตาลี ศรีลังกา กรีซ สปป.ลาว อินโดนีเซีย และอื่นๆ
2. การประชุมเสวนาวิชาการระดับนานาชาติ เรื่องอาหารพื้นเมืองนา นาชาติ
3. การแสดงแบบผ้าพื้นเมืองนานาชาติ


กำหนดการ


16 มกราคม 2552
16.00-17.00 น. พิธีเปิดงาน ณ ลานอนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง
18.30-23.00 น. พิธีเปิดและการแสดงของแต่ละประเทศ ณ เวทีการแสดงโรงยิมเผ่าแผน

17 มกราคม 2552
18.00-23.00 น. พิธีเปิดและการแสดงของแต่ละประเทศ ณ เวทีการแสดงโรงยิมเผ่าแผน
                      และเวทีการแสดง อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์

18 มกราคม 2552
18.00-23.00 น. พิธีเปิดและการแสดงของแต่ละประเทศ ณ เวทีการแสดงโรงยิมเผ่าแผน
                      และเวทีการแสดง อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์

19 มกราคม 2552
18.00-23.00 น. พิธีเปิดและการแสดงของแต่ละประเทศ ณ เวทีการแสดงโรงยิมเผ่าแผน
                      และเวทีการแสดง อำเภอขุนหาญ จังหวัดสุรินทร์

20 มกราคม 2552
18.00-23.00 น. พิธีเปิดและการแสดงของแต่ละประเทศ ณ เวทีการแสดงโรงยิมเผ่าแผน

21 มกราคม 2552
16.00-16.00 น. การสัมมนาวิชาการ "ภมูปัญญาอาหารนานาชาติ" ณ ห้องทัณฑวาล์ธิเธียเตอร์
                      มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และโรงแรมทองธารินทร์ จังหวัดสุรินทร์
18.30-23.00 น. พิธีเปิดและการแสดงแบบผ้านานาชาติ ณ เวทีไผทสราญ

22 มกราคม 2552
18.00-23.00 น. พิธีเปิดและการแสดงของแต่ละประเทศ ณ เวทีการแสดงโรงยิมเผ่าแผน
                      และเวทีการแสดง อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์

23 มกราคม 2552
18.00-23.00 น.พิธีเปิดและการแสดงของแต่ละประเทศณเวทีการแสดงโรงยิมเผ่าแผน

ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านนานาชาต ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านนานาชาต

สอบถามรายละเอียดและสั่งจองบัตร
โทรศัพท์ 0 4452-1988, 0 4451 1604
website : www.srru.ac.th 
e-mail : artikarn23@hotmail.com , thawatchai@srru.ac.th

งานช้างจังหวัดสุรินทร์

ประวัติ / ความเป็นมา
ในสมัยโบราณในแถบพื้นที่ของจังหวัดสุรินทร์ มีช้างอาศัยอยู่มากมาย ขณะเดียวกันจังหวัดสุรินทร์ก็มีชาว พื้นเมืองที่มีความชำนาญในการจับช้างป่ามาฝึกหัดทำงาน เรียกว่า พวก "ส่วย" ชาวส่วยเป็นชาวพื้นเมืองที่ กล่าวกันว่า เป็นผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่ได้อพยพมาจากเมืองอัตขันแสนแป ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ ใกล้กับเมืองจำปาศักดิ์ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวปัจจุบันชาวพื้นเมืองเหล่านี้เป็น เผ่าที่ชอบเลี้ยงช้าง เป็นผู้ริเริ่มในการจับช้างป่ามาฝึกเพื่อใช้งานและเป็นพาหนะเดินทางขนส่งในท้องถิ่น การไปจับช้างในป่าลึกโดยใช้ช้างต่อ เรียกว่า "โพนช้าง" ที่หมู่บ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ชาวส่วยได้เข้าไปอยู่บนเนิน เขตรอยต่อระหว่างดงสายทอและดงรูดินใกล้ๆ กับบริเวณที่ลำ น้ำชี้ (ชีน้อย) เป็นลำน้ำที่แบ่งเขตระหว่างจังหวัดสุรินทร์และจังหวัดบุรีรัมย์และลำน้ำมูลไหลมาบรรจบกัน โดยสภาพพื้นที่ดังกล่าวในอดีตได้ตัดขาดจากโลกภายนอกเกือบสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้การผสมกลมกลืนกับ วัฒนธรรมอื่นจึงมีน้อย ชาวส่วยเกือบทั้งหมดในเขตพื้นที่นี้ ยังมีการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถี ชีวิตแบบดั้งเดิมของตนเองอยู่ โดยเฉพาะการเลี้ยงช้างเป็นอาชีพหลักที่สำคัญที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ในสมัยโบราณ ซึ่งไม่อาจสืบค้นได้ว่ามีมาตั้งแต่สมัยใด โดยชาวส่วยเหล่านี้จะพากันออกไปจับช้างในเขต ประเทศกัมพูชามาฝึกให้สามารถใช้งานได้แล้วขายให้ กับพ่อค้าจากภาคเหนือของประเทศไทยเพื่อนำไป ลากไม้ในป่า จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ.2502 ได้เกิดพิพาทระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา การเดินทางไปจับ ช้างจึงยุติลง และในที่สุดก็ได้ยุติลงอย่างสิ้นเชิงในราวปี พ.ศ.2506 ในขณะเดียวกันชาวบ้านบางส่วนได้ หันมาฝึกช้างจากการเป็นสัตว์ใช้งานมาเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านเช่นเดียวกับ แมวและสุนัข ฝึกสอนให้แสดง กิริยาต่างๆ เลียนแบบคน เพื่อจะ้นำไปแสดงในที่ต่างๆ แทนการขายไปทั้งตัวจนกระทั่งทางจังหวัดสุรินทร์ และองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ชื่อในขณะนั้น) ได้มองเห็นความสำคัญที่จะส่งเสริม การแสดงของช้างเป็นงานประจำปี ของจังหวัดสุรินทร์และประเทศไทยขึ้น โดยจัดเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ พ.ศ. 2504 เป็นต้นมา แต่ก่อนที่จะมีงานช้างซึ่งถือเป็นงานประจำปีของจังหวัดสุรินทร์ซึ่งได้จัดติดต่อกัน มาเกือบ 40 กว่าปีล่วงมาแล้ว นายท้าว ศาลางาม หมอช้างระดับครู ขาใหญ่แห่งหมู่บ้านกระเบื้องใหญ่ อำเภอ ชุมพลบุรี ได้เล่าถึงความเป็นมาของงานช้างว่า..

ปี พ.ศ.2498 นั้นมีข่าวลือว่าจะมีเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์มาลงที่หมู่บ้านตากลางหรือหมู่บ้านช้างในปัจจุบัน ด้วยเหตุที่ชาวบ้านนานๆ จะได้เห็นยวดยานพาหนะประเภทรถยนต์ และเครื่องบินผ่านไปในเขตพื้นที่อัน เป็นที่อยู่อาศัยของตน จึงแตกตื่นไปทั่วตำบล มีการชักชวนกันไปดูเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์และเนื่องจาก ชาวบ้านในตำบลกระโพ เกือบทุกหมู่บ้านมีอาชีพสำคัญคือการเลี้ยงและออกจับช้างป่ามาฝึกขาย จึงมีช้าง เกือบทุกครัวเรือน โดยเป็นทั้งพาหนะและสินทรัพย์ที่สำคัญของชาวบ้านแถบนั้นการเดินทางไปดูเฮลิคอป เตอร์ในครั้งนั้นจึงใช้ช้างเป็นพาหนะ เมื่อไปถึงลานจอดเฮลิคอปเตอร์แล้วปรากฏว่ามีช้างจำนวนมากมาย รวมกันแล้วนับได้ประมาณ 300 เชือก สร้างความตื่นเต้นประทับใจแก่ผู้ที่ได้พบเห็นเป็นอย่างมาก กระทั่ง ในปี พ.ศ.2503 นายวินัย สุวรรณกาศ นายอำเภอท่าตูม สมัยนั้นได้ให้นำช้างเหล่านี้มารวมตัวกันอีกครั้ง หนึ่งเพื่อร่วมแสดงในงานฉลองที่ว่าการอำเภอหลังใหม่ ณ บริเวณสนามบินเก่าท่าตูม คือ บริเวณโรงเรียน ท่าตูมประชาเสริมวิทย์ในปัจจุบัน การแสดงนั้นได้จัดขึ้นในวันที่ 19 พ.ย. 2503 มีการเดินขบวนพาเหรด ของช้าง การแสดงการคล้องช้าง การแข่งขันช้างวิ่งเร็วมีช้างเข้าร่วมในการแสดงประมาณ 60 เชือก จาก การแสดงทำให้มีการประชาสัมพันธ์แพร่ภาพทั้งทางโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์เผยแพร่ไปทั่วทำให้เกิด ความสนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

ทางองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ชื่อเดิมของ ททท.) จึงเสนอต่อกระทรวงมหาดไทย ว่าการแสดงของช้างที่จังหวัดสุรินทร์ในครั้งนั้นนับว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มากของจังหวัดและประชาชนทั่วไป ก็ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก แต่มีโอกาสหาชมได้น้อย จึงเห็นสมควรที่จะเผยแพร่งานแสดงของช้างไป สู่วงกว้าง โดยเสนอให้งานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของงานประเพณีของจังหวัดและให้มีการจัดขึ้นเป็นประจำ ทุกปี โดยการกำหนดวันให้แน่นอนตามปฏิทินทางสุริยคติและจัดรูปแบบงานให้มีความรัดกุมมากขึ้นเพื่อ จะได้มีเวลาในการโฆษณาเชิญชวนไปยังต่างประเทศ อันเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวของ ประเทศให้แพร่หลายไปด้วย

ดังนั้น วันที่ 18 พ.ย. 2504 จังหวัดสุรินทร์จึงได้ร่วมกับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัด งานแสดงของช้างขึ้นเป็นงานประจำปีของจังหวัดสุรินทร์อีกครั้งหนึ่งโดยยังคงจัดที่อำเภอท่าตูม ซึ่งอยู่ห่าง จากจังหวัดสุรินทร์ไปทางทิศเหนือ ประมาณ 52 กิโลเมตร จากผลการจัดงานแสดงของช้างดังกล่าวได้รับ ความสนใจจากชาวต่างประเทศอย่างกว้างขวาง ทางองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงได้ รายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ให้พิจารณางานเสดงของช้างเป็นงานประจำปีของชาติ และคณะรัฐมนตรี ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2505 เป็นต้นมา งานแสดงของช้างจังหวัดสุรินทร์กลายเป็นงาน ประจำปีของชาติ และเป็นงานประเพณีที่มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาจังหวัดสุรินทร์จนกระทั่งปัจจุบัน

กำหนดงาน
กำหนดให้มีขึ้นในวันเสาร์ – อาทิตย์ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายนของทุกปี สามารถตรวจสอบราย ละเอียดได้ที่  www.tat.or.th/festival

กิจกรรม / พิธี

การแสดงของช้างมีด้วยกันทั้งหมด 8 ฉาก อาทิเช่น ชุดโขลงช้าง พิธีเซ่นผีปะกำ การโพนช้าง และการฝึก ช้างป่า ช้างทำงาน และการเล่นของช้าง ประเพณีวัฒนธรรมของส่วยหรือชนชาวกุย ขบวนช้างแห่นาค ช้าง แข่งขันกีฬา ช้างเตะตะกร้อ ช้างชกมวย การประกวดช้างสวยงามและการแสดงของช้างอื่นๆ อีกมากมาย  นอกจากการแสดงของช้างแล้วยังมีการจัดนิทรรศการ การประกวดผลผลิตทางการเกษตร การประกวด ของดีเมืองสุรินทร์ การออกสลากกาชาด การออกร้านงานช้างแฟร์ ทำให้ผู้ร่วมงานครั้งนี้สนุกสนานกัน ถ้วนหน้า

การแสดงของช้างเริ่มด้วยฉากแรกชื่อว่า "จ่าโขลง" แสดงให้เห็นถึงชีวิตของช้างป่าตามธรรมชาติซึ่งอยู่ รวมกัน การแสดงครั้งนี้ก็จะปล่อยช้างออกมาบริเวณสนามแสดงช้างหลายสิบเชือก โดยไม่มีควาญช้าง บังคับ เพื่อให้สมจริงสมจังกับการเป็นช้างป่า เมื่อมีช้างป่าชาวบ้านก็มีความต้องการที่จะจับช้างมาเลี้ยงไว้ ใช้งาน แต่การจับช้างของชาวบ้านไม่ใช่อยู่ๆ ก็จับมาเลย ต้องมีการทำพิธีกันเสียก่อน ฉากต่อมาจึงมีชื่อ ชุดว่า "กวย" ฉากนี้แสดงให้เห็นว่าชาวบ้านต้องทำพิธีบวงสรวงเซ่นไหว้ผีปะกำ ก่อนออกไปคล้องช้างตาม ความเชื่อที่ว่า ช้างแต่ละเชือกมีผีปะกำดูแลอยู่ ดังนั้นหน้าบ้านของคนเลี้ยงช้างทุกบ้านจะมีศาลปะกำเพื่อ ไว้เป็นที่เก็บเชือกกำปะกำและเครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเซ่นไหว้  โดยแสดงให้เห็นถึง การประกอบพิธีอย่างโบราณ ด้วยการให้หมอเฒ่า หรือปะกำหลวงมาแสดงให้ผู้ชมมีความรู้สึกร่วมไปด้วย แต่น่าเสียดายที่ผู้ชมกับผู้แสดงอยู่ห่างกันมาก ทำให้ไม่เห็นรายละเอียดบางอย่างอย่างใกล้ชิด เช่น การ สวด สีหน้า ท่าทางของผู้ประกอบพิธี

เมื่อเสร็จพิธี ชาวบ้านก็จะไปคล้องช้างกันการเข้าไปคล้องช้างในป่าจะกินเวลานานถึง 2-3 เดือน ฉะนั้นผู้ที่ คล้องช้างจึงต้องเป็นผู้ชายและผู้ที่คล้องช้างได้ก็จะเป็นที่ยอมรับนับถือในความเป็นชายเป็นเกียรติแก่วงศ์ ตระกูล เป็นที่หมายปองแก่บรรดาสาวๆ และที่สำคัญช้างเชือกหนึ่งมีราคาไม่ใช่น้อย ดังนั้น การคล้องช้า้ง ถือเป็นการยกฐานะของคนที่คล้องช้างได้ไปในตัวด้วยฉากต่อมาชื่อชุดว่า "จากป่าสู่บ้าน" เป็นการแสดง ให้เห็นถึงวิธีการคล้องช้าง ผู้ชำนาญจะคล้องช้างที่เป็นแม่ลูกอ่อน เพราะถ้าหากคล้องลูกช้างได้ก็เหมือน กับได้ตัวแม่ด้วย ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าแม่ช้างจะห่วงลูกน้อยทำให้ไม่ยอมไปไหน การแสดงฉากนี้คนก็ลุ้น อยากให้คนคล้องช้างได้หลายคนก็ลุ้นให้ช้างหลุดรอดไปได้ ซึ่งคนดูจะตื่นเต้นสนุกสนาน การแสดงฉาก นี้ดูเหมือนว่าจะคล้องช้างไม่ได้เสียมากกว่า เพราะช้างที่แสดงเป็นช้างบ้านที่ฉลาด ได้รับการฝึกฝนมาแล้ว จึงรู้วิธีหลบหลีกเป็นอย่างดี คนที่ลุ้นให้ช้างรอดก็โล่งใจกันเป็นแถว " สร้างบ้าน แปงเมือง " เป็นการแสดง ในฉากต่อมาโดยนำช้างออกมาแสดงความสามารถทั้งการใช้งาน เช่น การลากซุง การแสดงตามคำสั่ง ต่างๆ ซึ่งก็น่ารัก น่าเอ็นดู เพราะช้างตัวใหญ่อุ้ยอ้ายการที่จะต้องมาแสดงท่าทางเลียนแบบคน ไม่ใช่เรื่อง ง่ายเลย ไม่ว่าจะเป็นลูกช้างไต่ราว การให้ช้างนั่งบนถังในท่านั่งเหมือนคนหรือเดินสองขาเหมือนคน

ในขณะที่การแสดงของช้างดำเนินอยู่ ก็จะมีเด็กๆ ทั้งผู้หญิงผู้ชายแต่งกายชุดพื้นบ้านมาแสดงการละเล่น ของเด็กในสมัยก่อนที่มักจะหาของเล่นจากวัสดุ ในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเดินกะลา ล้อไม้ ม้าก้านกล้วย เดินโทงเทง ซึ่งหาดูได้ยากในปัจจุบัน แต่ที่น่าชมและชอบใจของคนดูทั้งสนามก็คงเป็นช้างชกมวย ไม่ใช่ ช้างชกกับช้าง แต่เป็นช้างกับคน โดยเขาจะใส่นวมที่งวงช้างเพื่อให้ชกแทนการใช้มืออย่างคน การชกเป็น ไปอย่างดุเดือดเพราะแต่ละหมัด(งวง) ของช้างหนักหน่วงจนทำให้คนต้องลงไปนอนให้กรรมการนับหลาย ครั้งและก็ปรากฏว่าช้างชนะน็อคไปตามระเบียบ ดัวยหมัดฮุคอย่างรุนแรง เป็นที่สนุกสนานเฮฮาของคนดู 
หลังจากการแสดงอันแสนรู้ของช้างผ่านไปแล้ว ก็เป็นการแสดงคนในชื่อชุดว่า "ประเพณี" เป็นการแสดง ให้เห็นถึงวัฒนธรรมประเพณีของชาวสุรินทร์ คือ การแสดงเรืออันเร และการแห่บั้งไฟ  

การแสดงเรืออันเร ประกอบด้วยดนตรีพื้นบ้าน คือ กันตรึม การรำคล้ายกับการรำลาวกระทบไม้

การแห่บั้งไฟ เป็นประเพณีของชาวอีสานที่แห่บูชาพญาแถนเพื่อขอฝน ขบวนแห่ในวันนั้นมีการจัดไว้อย่าง สวยงาม มีผู้ร่วมขบวนนับร้อย ทุกคนล้วนแต่งกายสีสันสดใสด้วยผ้าพื้นเมือง ฝีมือการทอของชาวบ้านเอง
การบวชนาค เป็นอีกฉากหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของช้าง เพราะคหบดีในสมัยก่อนนิยมใช้ช้าง ร่วมแห่นำในขบวนแห่นาค และการแห่นาคที่จังหวัดสุรินทร์จะต่างจากที่อื่นตรงที่นิยมให้มีการรำมวยไทย นำหน้าขบวนแห่นาค และมีวงมโหรีอยู่บนหลังช้าง ปิดขบวนด้วยระนาด ฆ้อง ปี่ และตะโพน เมื่อบวชนาค แล้วต้องมีการฉลองพระใหม่ ก็ได้มีการแสดงชื่อชุดว่า " ฉลองพระ " ซึ่งสมัยก่อนการฉลองพระเป็นการ แข่งขันและเล่นเกมของคน แต่ต่อมาใช้ช้างเล่นแทน ซึ่งก็ให้ความสนุกสนานไม่แพ้คนเล่นเองการแข่งขัน ของช้างมีหลายเกม คือ ช้างวิ่งแข่ง ช้างเตะฟุตบอล ช้างเก็บของ สิ่งเหล่านี้จะแสดงให้เห็นว่า  ช้างเชือก ไหนฉลาดและเชื่อฟังคำสั่งของควาญช้าง โดยเฉพาะเขาวางน้ำอัดลม แตงโม กระติ๊บข้าว กล้วย ช้างบาง เชือกก็เก็บของเหล่านี้ให้ควาญช้างทั้งหมด แต่ก็มีบางเชือกเก็บเข้าปากตัวเองเพราะของที่เก็บไม่ว่าจะเป็น กล้วยหรือแตงโม ล้วนแต่เป็นของโปรดของช้างทั้งนั้น ซึ่งก็สร้างความครื้นเครงให้กับคนดูพอสมควรใน ความเจ้าเล่ห์ของช้างบางเชือกที่สนุกสนานที่สุดเห็นจะเป็นตอนช้างเตะฟุตบอลซึ่งแบ่งช้างออกเป็น 2 ทีม มีฟุตบอลขนาดใหญ่ เหมาะสมกับตัวของช้างมาเตะกันจริงๆ เกมการแข่งขันจะดูวุ่นวาย เพราะช้างบางตัว ขี้โกงใช้งวงอุ้มลูกฟุตบอล แทนที่จะเตะฟุตบอล สร้างความขบขันให้กับคนดูเป็นอย่างมาก และการแสดง ที่ยิ่งใหญ่ตระการตาก็มาถึง ในฉากที่ชื่อว่า "บารมีปกเกล้า" ฉากนี้แสดงให้เห็นถึงขบวนพยุหยาตราทัพ อันเป็นแสนยานุภาพพระมหากษัตริย์ที่ทรงปกป้องบ้านเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุขในอดีต ซึ่งมีช้างเป็นกำลัง สำคัญในการแสดงแสนยานุภาพนั้น ฉากนี้นับเป็นฉากที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ประกอบด้วยผู้แสดงนับพัน การแต่ง กายก็สมจริง ทำให้เป็นที่ตื่นตาตื่นใจกับนักท่องเที่ยวที่เข้าชมเป็นอย่างยิ่ง

งานช้างและกาชาดสุรินทร์ ประจำปี 2551 ครั้งที่ 48

วันที่ 18 -27 พฤศจิกายน 2551 
ณ สนามกีฬาศรีณรงค์ และสนามแสดงช้างสุรินทร์

กิจกรรม

วันที่ 18 -27 พฤศจิกายน 2551 
จัดให้มีนิทรรศการ  การออกร้านของส่วนราชการ  การจำหน่ายสินค้า OTOP การแสดงดนตรี  ออกร้าน กาชาด ณ สนามกีฬาศรีณรงค์

วันเสาร์ที่ 22 และอาทิตย์ที่ 23 พ.ย.2551 เวลา 08.30 - 11.30 น. ณ สนามแสดงช้างสุรินทร์ งานแสดง ช้างสุรินทร์  
บัตรราคา  800.- บาท รวมอาหารว่างและเครื่องดื่ม  มุมมองดีที่สุด
บัตรราคา  500.- บาท มุมมองดี ไม่มีอาหารว่าง/เครื่องดื่ม
บัตรราคา  300.- บาท และ 40 บาท  ขายบัตรเท่าจำนวนความจุของที่นั่ง

หมายเหตุ บัตรราคา 800 และ 500 บาท สามารถซื้อล่วงหน้าได้โดยการโอนเงินเข้าบัญชีงานช้างและ กาชาดสุรินทร์ บ/ช เลขที่ 310 0 42667 3 บมจ.ธนาคารกรุงไทย สาขาสุรินทร์และดาวโหลดแบบฟอร์ม จาก www.surin.go.th  กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน fax.ไปที่ 0 4451 2039 หรือ 0 4452 1361

ส่วนบัตรราคาอื่นๆ ซื้อได้ที่ห้องจำหน่ายบัตรบริเวณทางเข้างานวันต่อวัน

งานช้างและกาชาดสุรินทร์ งานช้างและกาชาดสุรินทร์ งานช้างและกาชาดสุรินทร์

กำหนดการแต่ละวันดูได้จาก
http://www.gov.surinpoc.com/surinnew/elephant_51/index.htm

สอบถามรายละเอียด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุรินทร์ 0 4454 8152
 
Customer Service

ราคาถูกที่สุด
ยืนยันการจองทันที
มีโรงแรมทั่วโลกกว่า 85,000 แห่ง
พนักงานบริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง
Last minute booking
Top Destination
 
Travel Directory วิธีการจองห้อง - Booking Guide Thailand Tours Thailand Hotels About Us Home Compare Hotels - ประหยัดเงิน ประหยัดเวลา เปรียบเทียบราคาโรงแรม เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอนกรุงเทพฯ พัทยา ระยอง หัวหินชะอำ ภูเก็ต เกาะสมุยกระบี่