แหล่งท่องเที่ยวที่อุบลราชธานี- Ubonratchathani
หอไตรหนองขุหลุ
อยู่ที่บ้านขุหลุ ตำบลขุหลุ อำเภอตระการพืชผล เป็นหอไตรที่ตั้งอยู่ในหนอง น้ำ หนองขุหลุ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2459-2461 โดยหลวงปุ่สิงห์เจ้าอาวาสวัด โพธิ์ชัย ตัวอาคารหอไตรเป็นสถาปัตยกรรมแบบท้องถิ่นอีสานสร้างด้วยไม้ ทั้งหลัง ภายในเป็นห้องทึบสำหรับเก็บคัมภีร์ใบลาน มีประตูทางเข้าอยู่ทางด้าน ทิศใต้ทางเดียวเท่านั้น มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และคันทวยทำด้วยไม้แกะ สลักลวดลายแสดงถึงฝีมือของช่างท้องถิ่น

ชมรมอนุรักษ์ม้าพันธุ์พื้นบ้านสิรินธร
ตั้งอยู่ที่ บ้านหนองชาด ตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอสิรินธร ริมเส้นทางก่อนถึงอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ ประมาณ 4 กิโลเมตร เป็นสถานที่เลี้ยงและอนุรักษ์ม้าพันธุ์พื้นบ้านที่เคยใช้เป็นพาหนะในชีวิตประจำวัน ในอดีตให้คงอยู่ไม่ สูญหายไป ลักษณะเป็นม้าขนาดเล็ก ตัวโตเต็มที่สูงประมาณ 120 เซนติเมตร มีการ จัดบริการท่องเที่ยวขี่ม้าชมธรรมชาติ (จำกัดน้ำหนักผู้ขี่ไม่เกิน 65 กิโลกรัม) และให้ความรู้เกี่ยวกับการ เลี้ยง การฝึกม้าพันธุ์พื้นเมือง และบริการโฮมสเตย์ พักในบ้านพัก เต็นท์หรือกระท่อม และนำเที่ยวสถาน ที่ท่องเที่ยวบริเวณใกล้เคียง ต้องติดต่อล่วงหน้าที่ 111 บ้านหนองชาด ต. คำเขื่อนแก้ว อ. สิรินธร จ. อุบลราชธานี 34350 โทร. 08-1955-8369 หรือ 08-9584-5117

อุทยานแห่งชาติผาแต้ม
ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2534 ครอบคลุมพื้นที่ อำเภอโขงเจียม อำเภอศรีเมืองใหม่ และอำเภอ โพธิ์ไทรมีพื้นที่ติดกับประเทศลาวโดยมีแม่น้ำโขงเป็นเส้นแบ่งพรมแดนมี พื้นที่ประมาณ 140 ตารางกิโลเมตร สภาพภูมิประเทศเป็นที่ ราบสูงและเนินเขา มีหน้าผาสูงชัน เกิดจาก การแยกตัวของผิวโลก สภาพป่าโดยทั่วไปเป็นป่าเต็งรังมีหินทรายลักษณะแปลกตากระจายอยู่ทั่วบริเวณ มีพันธุ์ไม้ดอกที่สวยงามขึ้นอยู่ตามลานหิน การ เดินทางจากอำเภอโขงเจียมใช้เส้นทาง 2134 ต่อด้วย เส้นทาง 2112 แล้วแยกขวาไปผาแต้มอีกราว 5 กิโลเมตร รวมระยะทาง จากโขงเจียมประมาณ 18 กิโลเมตร สถานที่น่าสนใจในอุทยานฯ ได้แก่
เสาเฉลียง อยู่ก่อนถึงผาแต้มประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นเสาหิน ธรรมชาติที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำและลมนับล้านปี มีลักษณะ คล้ายดอกเห็ดเรียงกันอยู่มากมาย หินจะปรากฏเห็นซากเปลือก หอย กรวด ทรายอยู่ในเนื้อหินซึ่งนักธรณีวิทยาสันนิษฐานว่า เมื่อ ประมาณล้านกว่าปีมาแล้ว บริเวณนี้คงจะเป็นทะเลมาก่อนชาวบ้าน บริเวณนี้เรียกเสาหินที่คล้ายดอกเห็ดนี้ว่า “เสาเฉลียง” ซึ่งแผลงมา จากคำว่า “สะเลียง” ที่หมายถึง “เสาหิน”
ผาแต้มและผาขาม
เป็นหน้าผาสูงที่สวยงามตามธรรมชาติ บเวณด้านล่างของหน้าผา
มีภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ปรากฏเรียงรายอยู่เป็นระยะ มีอายุ ไม่ต่ำกว่าสามพันถึงสี่พันปี ทางอุทยานฯ ได้ทำทางเดินจากหน้าผา ด้านบนลงไปชมภาพเขียนสีเหล่านี้ที่หน้าผาด้านล่าง ระยะทางประ มาณ 500 เมตร ภาพเขียนจะอยู่บนผนังหน้าผายาวติดต่อกันประ มาณ 170 เมตร ซึ่งเป็นมุมต่ำกว่า 90 องศา มีภาพประมาณ 300 ภาพ แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ สัตว์ เครื่องมือเครื่องใช้ สัญลักษณ์ และคน
ด้านตรงข้ามผาแต้ม คือ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีแม่น้ำโขงเป็นเส้นกั้นพรม แดนทำให้ผาแต้ม เป็นจุดชมวิวที่สวยงามโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจจะชมพระอาทิตย์ขึ้น ก่อนที่แห่งใดในประเทศไทย เช่นเดียวกันกับที่หมู่บ้านเวินบึกที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงไม่ไกลจากบริเวณ แม่น้ำสองสีมากนัก ซึ่งทุกวันนี้จะมีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก
ถ้ำมืด ตั้งอยู่ที่บ้านซะซอม ตามทางหลวงหมายเลข 2112 เลี้ยวซ้ายไปทางบ้านทุ่งนาเมือง ประมาณ 15 กิโลเมตร เป็นถ้ำขนาดกว้าง 4 เมตร สูง 6 เมตร ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปไม้แกะสลักเรียงรายกันมากมาย แสดงว่าคงจะเคยใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนามาก่อน
น้ำตกสร้อยสวรรค์ ตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข 2112 ห่างจากตัวอำเภอโขงเจียมประมาณ 30 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดใหญ่เกิดจากลำธาร 2 สาย คือ ห้วยสร้อย และห้วยไผ่ที่ไหลจากหน้าผาคนละมาบรรจบ กันซึ่งสูงประมาณ 20 เมตร มองดูคล้ายสร้อยที่แขวนคอ บริเวณน้ำตกเต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้นานา พรรณมีมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว น้ำตกสร้อยสวรรค์จะสวยงามมากในช่วงปลายฤดูฝนเช่นเดียวกับ น้ำตกอื่น ๆ ในบริเวณนี้
น้ำตกทุ่งนาเมือง อยู่บนทางหลวงหมายเลข 2112 ห่างจากน้ำตก สร้อยสวรรค์ ประมาณ 13 ก.ม.โดยมีทางแยกขวาจากบ้านนาโพธิ์ กลางไป 10 ก.ม. เป็นน้ำตกขนาดกลางที่มีความสวยงามไหลลด หลั่นลงมาตามโขดหิน ชั้นบนสูงสุดประมาณ 25 เมตร บริเวณโดย รอบมีดอกไม้ต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะในเดือนตุลาคม-ธันวาคม
น้ำตกแสงจันทร์ (น้ำตกรู) ก่อนถึงน้ำตกทุ่งนาเมือง 1 ก.ม. มีทาง แยกขวาที่บ้านทุ่งนาเมืองไปน้ำตกแสงจันทร์ประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่มีความสวยงามและมีลักษณะพิเศษเกิดจาก ลำห้วยเล็ก ๆ บนลานหินไหลลอดผ่านหน้าผาหินที่มีลักษณะเป็นรู ลงสู่เพิงผาด้านล่าง หากเดินทางมาชมตอนช่วงเที่ยงวันแสงอาทิตย์ลอดผ่านรูพอดีจะมองเห็นสายน้ำตก เหมือนแสงจันทร์
ป่าดงนาทาม อยู่ในบริเวณภูนาทามทางตอนเหนือของอุทยานฯ ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 36 กิโลเมตร การท่องเที่ยวที่ป่าดงนาทามเป็นลักษณะการเดินป่าชมธรรมชาติป่าไม้ ภูผาและแม่น้ำโขง ซึ่ง จุดที่น่าสนใจได้แก่ ลานหิน พลานถ้ำไฮ เสาเฉลียงคู่ สนสองใบ น้ำตกห้วยพอก ผาชนะได (จุดชมพระ อาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยาม) ผากำปั่น ผาหินแตก น้ำตกกวางโตน หินโยกมหัศจรรย์ (มีน้ำหนัก 50 ตัน แต่โยกได้ด้วยคนเดียว) ภูจ้อมก้อม ถ้ำปาติหารย์ ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ตามหลืบผา เป็นต้น
สำหรับการท่องเที่ยวตามฤดูกาลต่าง ๆ ในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายนจะเหมาะในการชมดอกไม้ตาม ลานหิน เช่น หยาดน้ำค้าง แดงอุบล เอนอ้า เหลืองพิสมร และทุ่งดอกไม้ชื่อพระราชทานจากสมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้แก่ ดุสิตา สร้อยสุวรรณา มณีเทวา ทิพเกสร สรัสจันทร เป็นต้น นอก จากนี้ยังมี น้ำตกที่มีน้ำมากช่วงกันยายนถึงธันวาคมและทะเลหมอกริมฝั่งโขง ส่วนในช่วงเดือนฤดูแล้ง มกราคม-มีนาคม จะเหมาะในการชมป่าไม้เปลี่ยนสี ดอกไม้หน้าแล้ง อาทิ ต้นรัง ตะแบกเลือด พุดผา ช้างน้าว และล่องเรือชมทิวทัศน์สองฝั่งลำน้ำโขงระหว่างบ้านปากลา-คันท่าเกวียน นักท่องเที่ยวที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดการเดินป่าดงนาทามได้ที่ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติผาแต้ม หรือ ที่ อบต.นาโพธิ์กลาง (โทร. 0 4538 1063)
วัดภูอานนท์ อยู่ทางทิศเหนือของบ้านซะซอม ห่างจากถนนหมาย เลข 2112 ที่บ้านนาโพธิ์กลาง ประมาณ 10 กิโลเมตร รถยนต์เข้า ถึงสะดวก ภายในบริเวณวัดมีสภาพธรรมชาติที่น่าสนใจ เช่น ลานหิน รอยเท้าใหญ่ ตุ่มหินธรรมชาติ ภาพเขียนสีศิลปะถ้ำ เป็นต้น เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวชมธรรมชาติในช่วงสั้นๆ
ค่าเข้าชมอุทยานฯ คนไทย ผู้ใหญ่ คนละ 40 บาท เด็ก คนละ 20 บาท ชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ คนละ 200 บาท เด็ก คนละ 100 บาท
อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ยังไม่มีบริการบ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยว ผู้ประสงค์จะค้างแรมในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้มต้องเตรียมอุปกรณ์และ เตรียมอาหารในการพักแรม มาเองและต้องกางเต็นท์ในที่ซึ่งอุทยานฯ จัดเตรียมไว้ให้
นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อได้ที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ตู้ปณ. 5 อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี 34220 โทร. 0 4531 8026, 0 4524 6332 หรือ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรุงเทพฯ โทร. 0 2562 0760 www.dnp.go.th

อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ
มีพื้นที่ประมาณ 50,000 ไร่ ในเขตอำเภอสิรินธรและอำเภอโขงเจียม ภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงและเนิน เขาเตี้ย ๆ สภาพป่าทั่วไปเป็นป่าแพะหรือป่าแดง ต้นไม้ในป่ามีลักษณะแคระแกรน บางส่วนเป็นทุ่งหญ้า ได้รับประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2524 ที่ทำการอุทยานฯ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำมูล บริเวณแก่งตะนะ การเดินทางสามารถไปได้สองเส้นทางคือ ใช้ทางหลวงหมายเลข 217 (อุบลราชธานี- พิบูลมังสาหาร-ช่องเม็ก ประมาณ 75 กิโลเมตร) แล้วแยกซ้ายไปตามเส้นทาง 2173 อีก 13 กิโลเมตร ส่วนอีกเส้นทางหนึ่ง คือ ใช้ทางหลวงหมายเลข 2222 ผ่าน อ.โขงเจียม ประมาณ 4 กิโลเมตร แล้วข้าม แม่น้ำมูลไปอีก 12 กิโลเมตร หรืออาจใช้เส้นทางที่ข้ามสันเขื่อนปากมูลก็ได้ (กรณีที่เขื่อนเปิด) ในเขต อุทยานฯ มีสถานที่ท่องเที่ยวดังนี้
ดอนตะนะ เป็นดอนหรือเกาะที่เกิดขวางแม่น้ำมูล มีความกว้าง ประมาณ 450 เมตร ยาวประมาณ 700 เมตร มีสะพานแขวนทอด ข้ามทั้ง 2 ด้านของ เกาะทางตอนเหนือของดอนตะนะมีหาดทราย เหมาะแก่การพักผ่อน บนดอนตะนะ ยังมีป่าอยู่ทั่วไปเป็นสภาพป่า ดงดิบแล้งมีต้นไม้ใหญ่ ให้ความร่มรื่นในช่วงเช้าและช่วงเย็น จะมี การทำประมงของชาวบ้านรอบๆเกาะ
แก่งตะนะ เป็นแก่งกลางลำน้ำมูลที่ใหญ่ที่สุด กลางแก่งตะนะมีโขด หินมหึมาเป็นเกาะกลางลำน้ำมูลที่เกิดจาก ลำน้ำมูลทั้งสองสายที่ เชี่ยวกราก และจะกัดเซาะลงในแนวหินสูงประมาณ 1 เมตร ถ้า สังเกตเกาะกลางแก่งตะนะจะเห็นสิ่งก่อสร้างรูปสี่เหลี่ยม ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยฝรั่งเศสยังล่าอาณานิคม เพื่อ ใช้เป็นเครื่องชี้ร่องน้ำในการเดินเรือ นอกจากนี้ยังมีโพรงถ้ำใต้น้ำหลายแห่งจึงทำให้มีปลามาอาศัยบริเวณ แก่งตะนะชุกชุม ช่วงที่เหมาะในการไปเที่ยวคือเดือนมกราคม-พฤษภาคม จุดชมวิวแก่งตะนะที่บริเวณที่ ทำการอุทยานฯ นอกจากนี้ยังมีจุดชมวิวแก่งตะนะฝั่งซ้าย (อีกด้านหนึ่งของแม่น้ำมูล) ที่บริเวณทางไปถ้ำ เหวสินธุ์ชัย
สะพานแขวน เป็นสะพานที่เชื่อมต่อจากฝั่งแม่น้ำมูล ดอนตะนะโครงสร้างเป็นเหล็กยึดโยงด้วยลวดสลิง ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นจุดชมวิวสองฟากฝั่งของแม่น้ำมูลเหนือแก่งตะนะและใช้เดินข้ามเข้าไปชมธรรมชาติ บนดอนตะนะ ได้อย่างเพลิดเพลิน
ถ้ำพระหรือถ้ำภูหมาใน เป็นชะง่อนผายื่นออกจากฝั่งแม่น้ำมูล อดีตมีพระพุทธรูปทองคำ เงิน และไม้เป็น จำนวนมากแต่ในปัจจุบันได้หายไปแล้วมีแท่นศิวลึงค์ (ฐานโยนี) และแนวอิฐซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างในราว ศตวรรษที่ 12-13
ลานผาผึ้ง เป็นพลาญหินทรายและเป็นหน้าผาชันโดยหน้าผาจะหันหน้าสู่ด้านทิศตะวันออกเหมาะแก่การ ชมวิวช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและสามารถมองวิวประเทศลาวได้ ลานผาผึ้งู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯประมาณ 1.5 กิโลเมตร รถยนต์เข้าถึงหรือจะเดินเท้าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติเลียบฝั่งแม่น้ำมูลได้เช่นกัน
เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกรากไทร อยู่บริเวณหน้าผาริมแม่น้ำมูล ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ประมาณ 500 เมตร มีเส้นทางเดินเลียบผาระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ผ่านจุดชมพืชพันธุ์ ไลเคนส์ มอส เฟิร์น ถ้ำพระและน้ำตกรากไทร เหมาะสำหรับการเดินป่าชมธรรมชาติในช่วงเวลาสั้นๆ
น้ำตกตาดโตน อยู่บนทางหลวงหมายเลข 2173 แยกจากทางหลวง หมายเลข 217 เข้าไปประมาณ 6 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่มีความสวย งามมากแห่งหนึ่งเกิดจากลำห้วยตาดโตนไหลผ่านลานหินแล้วตกลง สู่ที่ลุ่ม เกิดเป็นแอ่งน้ำสามารถลงเล่นน้ำได้ มีน้ำเย็นใสสะอาด บริเวณโดยรอบเป็นป่าไม้และดอกไม้นานาพรรณ
ค่าเข้าอุทยานฯ ผุ้ใหญ่ คนละ 20 บาท เด้ก คนละ 10 บาท ชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ คนละ 100 บาท เด็ก คนละ 50 บาท
บริเวณที่ทำการอุทยานฯมีบ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยวรายละเอียดติดต่อกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรุงเทพฯ โทร. 0 2562 0760 หรือที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะโทร. 0 4524 9802, 0 4244 2002 www.dnp.go.th

อุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย
มีพื้นที่ประมาณ 686 ตารางกิโลเมตร ในเขตอำเภอบุณฑริก อำเภอนาจะหลวยและอำเภอน้ำยืน มีอาณา เขตติดต่อกับประเทศลาวและกัมพูชา ที่เรียกว่า สามเหลี่ยมมรกต พื้นที่เป็นภูเขาในเทือกเขาพนมดงรัก สภาพป่ามีความอุดมสมบูรณ์ ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2530
สถานที่น่าสนใจในอุทยาน ได้แก่
น้ำตกห้วยหลวง (ถ้ำบักเตว) อยู่เลยที่ทำการอุทยานฯ ไปทางใต้ 3.5 ก.ม. รถยนต์เข้าถึงได้เป็นน้ำตกสูงประมาณ 50 เมตร ตกลงสู่หุบเขาที่มีลักษณะ เป็นอ่างน้ำขนาดเล็ก มีหาดทรายขาวและน้ำเป็นสีมรกตงดงามมาก มีบันได ประมาณสองร้อยกว่าขั้น นักท่องเที่ยวสามารถไปชมวิวบริเวณด้านล่างได้ ช่วงที่เหมาะแก่การท่องเที่ยว คือ ระหว่างเดือนกันยายนถึงกุมภาพันธ์ นอก จากนี้ยังมีทางเดินเท้าจากน้ำตกห้วยหลวง ไปยังน้ำตกจุ๋มจิ๋มหรือน้ำตกประ โอนละออ ซึ่งเกิดจากสายน้ำที่ไหลลดระดับจากน้ำตกห้วยหลวง
สวนหินพลานยาว เป็นกลุ่มหินรูปร่างแปลกตา ตั้งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปเป็น บริเวณกว้าง
น้ำตกเกิ้งแม่พอง อยู่ห่างจากน้ำตกห้วยหลวงไปทางใต้ประมาณ 9 กิโลเมตร ตามทางเดินป่าเป็นน้ำตกที่ เกิดจากลำโดมน้อย
แก่งศิลาทิพย์ เป็นแก่งขนาดใหญ่ ห่างจากที่ทำการประมาณ 3 กิโลเมตร เกิดจากลำธารห้วยหลวงไหล ผ่านลานหินทราย ผ่านแก่งหินหักลงเป็นขั้น จนเกิดเป็นน้ำตกขนาดเล็ก บริเวณลานหินกลางลำธารเกิด ปรากฎการณ์ “ กุมภลักษณ์ ” คือ หินเกิดเป็นช่องหลุมรูกลมขนาดเล็กใหญ่ ตื้นลึกแตกต่างกันไป ตาม ความแรงของสายน้ำดูสวยงามแปลกตา
พลาญกงเกวียน ลานหินกว้างที่ด้านหน้ามีกลุ่มหินลักษณะเป็นเพิงตามธรรมชาติ มีดอกไม้ป่าและพันธุ์ไม้ ขึ้นสลับกันเป็นหย่อมๆและนักเดินทางในอดีตได้ใช้ ประโยชน์จากเพิงหินเหล่านี้ในการกำบังแดดและฝน ในระหว่างการเดินทาง จึงเป็นที่มาของชื่อ “พลาญกงเกวียน” พลาญ หมายถึง บริเวณที่เป็นลานกว้าง กงเกวียน เพี้ยนมาจาก พวงเกวียนที่ หมายถึง ประทุนเกวียนหรือกระทุนเกวียนที่เป็นสิ่งกำบังแดดบนเล่ม เกวียนหรือกระทุน เกวียนที่เป็นสิ่งกำบังแดดบนเล่มเกวียนที่ใช้เป็นพาหนะในการเดินทางในสมัยโบราณ
แก่งสามพันปีและแก่งกะเลาอยู่เลยที่ทำการอุทยานฯ ไปทางทิศใต้ 4 กิโลเมตร รถยนต์เข้าถึงเป็นจุดชม พืชพันธุ์ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง
แก่งลำดวน อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม บนทางหลวงหมายเลข 2248 (น้ำยืน-นาจะหลวย) ห่าง จากอำเภอน้ำยืน 14 กิโลเมตร ถึงบ้านหนองบอน มีทางแยกขวาไปอีก 2.6 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่ไหลมา ตามธารหิน ซึ่งมีต้นไม้ร่มรื่นโดยเฉพาะต้นลำดวนซึ่งมีอยู่มากในบริเวณนี้สามารถลงเล่นน้ำได้ มีเส้นทาง เดินศึกษาธรรมชาติผ่านถ้ำและแก่งต่าง ๆ
ภูหินด่าง เป็นจุดชมวิวบนหน้าผาสูงมองเห็นทัศนียภาพป่าในเขตประเทศลาวและกัมพูชาซึ่ง อยู่เบื้องล่าง ตามลานหินมีลักษณะทางธรณีวิทยาที่แปลกจากแหล่งอื่น ๆ คือบนผนังหน้าผาที่เว้าเข้ามานั้นมีปื้นสีชมพู บ้าง แดงบ้างคล้ายใครเอาสีไปป้ายทาไว้ เป็นภาพจิตรกรรมโดยธรรมชาติที่สวยงาม ซึ่งนักธรณีวิทยา อธิบายว่าเป็นหลักฐานบ่งบอกถึงสภาพอากาศที่แห้งแล้วเมื่อ ประมาณหลายร้อยล้านปี จึงส่งผลให้มีการ ตกตะกอนของแร่ธาตุบางอย่างในน้ำทะเลก่อให้เกิดลักษณะทาง ธรณีวิทยาเช่นนี้ นอกจากนี้ยังมีทะเล หมอกในช่วงฤดูหนาว
การเดินทางใช้เส้นทางหมายเลข 2248(บุณฑริก-นาจะหลวย)จากอำเภอบุณฑริก ประมาณ 15 กิโลเมตร ผ่านบ้านหนองเม็กไปจนถึงแซลำดวน ซึ่งเป็นจุดจอดรถแล้วเดินเท้าไปอีก 2 กิโลเมตร
ที่ทำการอุทยานฯ ตั้งอยู่ที่บ้านแก้งเรือง อำเภอนาจะหลวย ห่าง จากตัวเมืองอุบลฯประมาณ 150 กิโลเมตร
การเดินทาง ไปยังอุทยานฯ มี 2 เส้นทาง คือ 1.ใช้เส้นทางสายอุบลราชธานี-เดชอุดม-น้ำยืน-นาจะหลวย 140 กิโลเมตร ก่อนถึงนาจะหลวย 10 กิโลเมตร มีทางแยกขวาอีก 8 กิโลเมตร
2. ใช้เส้นทางอุบลราชธานี-เดชอุดม-บุณฑริก-นาจะหลวย เลย นาจะหลวยไป 10 กิโลเมตร มีทางแยกซ้าย 8 กิโลเมตร
ค่าเข้าชมอุทยานฯ คนไทย ผู้ใหญ่ คนละ 40 บาท เด็ก คนละ 20 บาท ชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ คนละ 200 บาท เด็ก คนละ 100 บาท
อุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย มีบริการบ้านพักและจุดกางเต็นท์สำหรับนักท่องเที่ยวแต่นักท่องเที่ยวต้อง นำเต็นท์ไปเอง รายละเอียดสอบถามที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรุงเทพฯ โทร.0 2562 0760 www.dnp.go.th หรือติดต่อที่อุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย ตำบลนาจะหลวย อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี 34280

เขื่อนสิรินธร
ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมือง 70 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 217 แยกขวาที่กิโลเมตร 71 ไปอีก 500 เมตร เป็นเขื่อนหินแกนดิน เหนียว สร้างกั้นลำโดมน้อยอันเป็นสาขาของแม่น้ำมูล ตัวเขื่อนสูง 42 เมตร ยาว 940 เมตร อำนวยประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า และการชลประทาน บริเวณริมทะเลสาบมีสวนสิรินธร ปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ มีรูปปั้นและน้ำพุสวยงาม
มีบริการบ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยว ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โทร. 0 2436 6046-8 หรือ ที่เขื่อนสิรินธรโทร. 0 4536 6081-3

 วัดภูหล่น
อยู่ที่ตำบลสงยาง อำเภอศรีเมืองใหม่ ห่างจากตัวอำเภอ 20 ก.ม. และห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 78 ก.ม. ตามทางหลวงหมายเลข 2135 บริเวณ ก.ม. ที่ 31-32 เส้นอำเนาจเจริญ-ศรีเมืองใหม่ เป็น สถานที่ที่หลวงปู่มั่นเริ่มฝึกปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฎฐานกับหลวงปู่เสาร์ ผู้เป็นอาจารย์ มีบันไดศิลาแลงทอดขึ้นไปบนยอดเขาซึ่งมีเพิงผาหิน และร่มครึ้มด้วยแมกไม้

 วัดดอนธาตุ
ตั้งอยู่บนเกาะกลางลำน้ำมูลที่บ้านทรายมูล ตำบลทรายมูล อำเภอ พิบูลมังสาหาร ห่างจากตัวอำเภอไปตามทางหลวงหมายเลข 2222 (พิบูลฯ-โขงเจียม) ประมาณ 6 กิโลเมตร เป็นวัดที่หลวงปู่เสาร์เคย จำพรรษา ปัจจุบันยังมีเวชนียสถานและอัฐบริขารของท่านที่หลง เหลืออยู่ เช่น กุฎิ แท่นหินนั่งสมาธิ

 วัดป่าโพธิญาณ
อยู่ริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิรินธร ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร ห่างจาก ตัวเมืองอุบลราชธานีไปตามทางหลวงหมายเลข 217 (สายอุบล- ช่องเม็ก) ประมาณ 90 กิโลเมตร โดยก่อนถึงด่านช่องเม็กประมาณ 2 กิโลเมตร ด้านขวามือมีถนนเข้าสู่วัดระยะทาง 3 กิโลเมตร เป็นวัด ป่าสาขาที่ 8 ของวัดหนองป่าพง

 วัดป่าไทรงาม
ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม ห่างจากตัว จังหวัดประมาณ 47 กิโลเมตร ทางเข้าวัดอยู่เยื้องกับทางเข้าสถานี ขนส่ง อำเภอเดชอุดม เป็นวัดป่าสาขาที่ 10 ของวัดหนองป่าพงและ เป็นวัดที่ได้รับการยกย่องในด้านการอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อม

 บ้านคำปุน
เป็นร้านออกแบบ ผลิตและจำหน่ายผ้าพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงของ เมืองอุบลฯ มีโรงเรือนนผลิตผ้าทอ ตั้งอยู่ที่อำเภอวารินชำราบซึ่ง เป็นเรือนไทยอีสานประยุกต์ที่งดงาม และมีความเป็นเอกลักษณ์ทั้ง ในด้านสถาปัตยกรรม และด้านการตกแต่งภูมิทัศน์ นอกจากนี้ยังมี พิพิธภัณฑ์ ผ้าพื้นเมืองอีสาน ที่อนุรักษ์สั่งสมผ้าโบราณสูงค่ามาก มาย บ้านคำปุนจะเปิดโรงเรือนผลิตผ้าทอให้บุคคลภายนอกได้ ชื่นชม ปีละครั้ง ในช่วงงานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี

แก่งสะพือ
เป็นแก่งหินที่สวยงามในแม่น้ำมูล อยู่ในตัวอำเภอพิบูลมังสาหาร ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานี ตามทางหลวงหมายเลข 217 ประมาณ 45 กิโลเมตร คำว่า “สะพือ” เพี้ยนมาจากคำว่า “ซำฟืด” หรือ “ซำปึ้ด” ซึ่งเป็นภาษาส่วยแปลว่า งูใหญ่ หรืองูเหลือม เป็น แก่งที่มีหินน้อยใหญ่สลับซับซ้อน เมื่อกระแสน้ำไหลผ่านกระทบ หินเกิดเป็นฟองขาวมีเสียงดังตลอดเวลา ช่วงที่เหมาะสำหรับเที่ยว ชมแก่งสะพือ คือ หน้าแล้ง ราวเดือนมกราคม-พฤษภาคม เพราะ น้ำจะลดเห็นแก่งหินชัดเจนสวยงาม ส่วนหน้าฝนน้ำจะท่วมมองไม่ เห็นแก่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เคยเสด็จพระราชดำเนินมาชมแก่งนี้ 2 ครั้ง ริมฝั่งแม่น้ำมีศาลาพักร้อน และร้านขาย สินค้าพื้นเมือง ในวันหยุดมีประชาชนมาเที่ยวพักผ่อนกันเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ในเดือนเมษายนของทุกปี ช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีการจัดงานประเพณีสงกรานต์แก่งสะพือ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและประเพณีอันดีงามด้วย
 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี
ตั้งอยู่ที่ถนนเขื่อนธานีตัดกับถนนอุปราช เป็นอาคารปั้นหยาชั้นเดียว สร้างเมื่อ พ.ศ. 2461 เดิมใช้เป็นศาลากลางจังหวัด ต่อมาทางจังหวัดได้มอบอาคารหลังนี้ ให้กรมศิลปากร เพื่อจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี ภายในมี การจัดแสดงเรื่องราวท้องถิ่น ได้แก่ สภาพภูมิศาสตร์ ประวัติการตั้งเมือง โบราณวัตถุเป็นหลักฐานทางด้านศิลปโบราณคดี หัตถกรรมพื้นบ้าน การละเล่น พื้นเมือง และเครื่องใช้ของเจ้าเมืองอุบล
เวลาเปิด-ปิด : เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ อังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-16.00 น.
อัตราค่าเข้าชม : ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาท
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0 4525 5071 หรือ www.thailandmuseum.com
หมายเหตุ : ตลอดเดือนกรกฎาคม 2550 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี มีกิจกรรมเกี่ยวกับ วัฒนธรรมประเพณีของเมืองอุบลมากมาย รวมทั้งเป็นที่จัดงานแกะสลักประติมากรรมเทียนนานาชาติ อีก ด้วย ดูรายละเอียดที่ www.tatubon.org

วัดแจ้ง
ตั้งอยู่ที่ถนนสรรพสิทธิ์ ตามประวัติเล่ากันว่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2431 ตรงกับ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยการดำริของเจ้าราชบุตร (หนูคำ) หนึ่งในคณะอาญาสี่ผู้ปกครองเมืองอุบลราชธานีในสมัยนั้น โบราณ สถานที่สำคัญ คือ พระอุโบสถที่สร้างเสร็จในราวปี 2455 หรือหลังจากการตั้ง วัด 24 ปี ได้รับการยกย่องว่ารูปทรงสวยงาม และมีงานจำหลักไม้ที่มีฝีมือแบบ พื้นฐานโดยแท้ ซึ่งนับวันจะหาดูเป็นตัวอย่างได้ยาก อุโบสถมีลักษณะไม่ใหญ่ มาก กว้างประมาณ 6 เมตร ยาว 15 เมตร สูง 10 เมตร ฐานเตี้ยหลังคาชั้นเดียว มุงด้วยกระเบื้องดินเผา มีบันไดอยู่ด้านหน้า ราวบันไดปั้นเป็นรูปจระเข้หมอบ ส่วนหน้าบันหน้าอุดปีกนก และรวงผึ้งสลักไม้เป็นลายดอกบัว กอบัวอย่างสวย งาม โดยเฉพาะหางหงส์ซึ่งมีลักษณะพิเศษ คือ ทำเป็นรูปหัวนาคตรงหงอน สะบัดปลายเป็นนกเปลว อุโบสถวัดแจ้งได้รับการบูรณะเรื่อยมาโดยพยายาม ให้คงสภาพเหมือนเดิมที่สุด ซึ่งนับเป็นโบราณสถานที่มีคุณค่าแห่งหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี เคยได้รับ เกียรติบัตรในงานนิทรรศการ “สถาปนิก 30” จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

วัดมหาวนาราม
ตั้งอยู่ที่ตำบลในเมือง ถนนสรรพสิทธิ์ ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า “วัดป่าใหญ่” เป็นวัดเก่าแก่ เดิมเป็นเพียง สำนักสงฆ์ฝ่ายวิปัสสนากัมมัฎฐานตั้งขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับการสร้างเมืองอุบลราชธานี ต่อมาในสมัยเจ้า เมืองคนที่ 2 คือ พระพรหมวรราชสุริยะวงศ์ (ท้าวทิศพรหม) ได้ยกฐานะเป็นวัดและถือเป็นวัดประจำเจ้า เมืองคนที่สองด้วย จึงให้ชื่อว่าวัดป่าหลวงมณีโชติ แต่ชาวบ้านเรียกว่า วัดหนองตะพังหรือหนองสระพัง ตามชื่อหนองน้ำที่อยู่ใกล้เคียง ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่ออีกครั้งตามสมัยนิยมเป็นวัดมหาวนาราม จากหลักฐาน ศิลาจารึกที่ตั้งอยู่ด้านหลังพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลงปูชนียวัตถุที่สำคัญของวัด ได้ระบุปีที่สร้างวัดนี้ตรงกับ พ.ศ. 2350 โดยมีพระมหาราชครูศรีสัทธรรมวงศาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก และเป็นผู้สร้างพระพุทธรูปพระ อินทร์แปงหรือพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลงเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ก่ออิฐถือปูนพร้อมกับลงรักปิดทอง ลักษณะศิลปะแบบลาว ในวันเพ็ญเดือน 5 (ประมาณเดือนเมษายน) ของทุกปีจะมีการทำบุญตักบาตร เทศน์มหาชาติชาดก และสรงน้ำปิดทองพระเจ้าใหญ่อินแปลง ซึ่งถือเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีมาจน ทุกวันนี้

หน้า 1 l 2 |